ออกหมายจับแล้ว คนร้ายชิงทอง 184 บาทในห้างดังเชียงของ มูลค่า 13 ล้านบาท เร่งประสานทางการลาวติดตามจับกุม พบประวัติก่อเหตุปล้นทรัพย์ในพื้นที่ฝั่งลาวมาก่อน
วันที่ 6 ส.ค. 2569 ความคืบหน้าคดีปล้นร้านทองในอำเภอเชียงของเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยคนร้ายได้กวาดทองรูปพรรณน้ำหนักรวม 184 บาท คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 13 ล้านบาท (อ่านข่าว : “ตั้งค่าหัว 1 แสนบาท ล่า 2 โจรชิงทองในห้างดังเชียงของ ประสาน สปป.ลาว ติดตามตัว”)
ปัจจุบันพนักงานสอบสวน สภ.เชียงของ ได้รวบรวมพยานหลักฐานจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาชาวลาวรายสำคัญ คือ Mr. KHAMTID PONPASID หรือ ท้าวคำติก พอนปะเสิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
พ.ต.อ.รัฐวิชญ์ วศินพงศ์ธนัช ผกก.สภ.เชียงของ เปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดีว่า ทาง สภ.เชียงของ ได้สนธิกำลังร่วมกับ ตม.เชียงแสน (สำนักงานเชียงของ) ประสานไปยังสถานทูตไทยประจำนครเวียงจันทน์ รวมถึงประสานงานผ่านนายอำเภอเชียงของไปยังเจ้าเมืองห้วยทราย เพื่อขอความร่วมมือในการติดตามตัวผู้ต้องหาชาวลาวตามหมายจับ คือ Mr. KHAMTID PONPASID หรือ ท้าวคำติก พอนปะเสิด ซึ่งระบุตัวตนตามหนังสือเดินทาง สปป.ลาว (ชายเสื้อมีฮู๊ดสีแดง)
จากการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจป้องกันความสงบ (ปกส.) สปป. ลาว และชุดสืบสวนของไทย ซึ่ง สภ.เชียงของ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมประสานงานในพื้นที่จำนวน 2 นาย ล่าสุดมีความคืบหน้าไปพอสมควร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการขอความร่วมมือจากทางการลาวเพื่อรวบรวมหลักฐานสำคัญเข้าสำนวนคดี ทั้งเสื้อผ้าที่ใช้ก่อเหตุซึ่งพบในที่พักในเมืองหลวงน้ำทา (แต่จากการตรวจสอบพบว่าไม่มีการลงทะเบียนเข้าพัก) และรถยนต์โตโยต้า แคมรี่ สีขาว ทะเบียน วก1222 นครหลวงเวียงจันทน์ ที่จอดทิ้งไว้
โดยทราบข้อมูลว่าเป็นรถที่ผู้ต้องหายืมจากพี่หรือน้องที่อยู่ที่เมืองห้วยทรายเพื่อใช้เดินทางหลบหนีไปเมืองหลวงน้ำทา ทั้งนี้ คดีดังกล่าวถือเป็นคดีอุกอาจและเป็นคดีความมั่นคง ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ติดตามสถานการณ์และสั่งการให้เร่งรัดติดตามจับกุมอย่างใกล้ชิด
จากการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อติดตามผู้ต้องหาอีกราย และผู้ร่วมขบวนการที่ร่วมชิงทรัพย์ พบข้อมูลจาก ตม.เชียงของว่า ท้าวคำติกเคยเดินทางเข้า-ออก อ.เชียงของ หลายครั้งและมีการใช้ชื่ออื่น โดยปกติแล้วทุกครั้งท้าวคำติกจะข้ามแดนผ่านด่านพรมแดนถาวรที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) มีเพียงครั้งที่ก่อเหตุเท่านั้นที่มีบันทึกการเดินทางผ่านด่านพรมแดนท้องถิ่นจากท่าเรือขอนแก่นมายังท่าเรือบั๊ก บ้านหัวเวียง ต.เวียง ซึ่งเป็นเรื่องน่าสังเกตว่าเหตุใดจึงเลือกเส้นทางนี้แทนที่จะแอบเข้าเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงการบันทึกประวัติ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นการเลือกจุดดังกล่าวเพื่อความสะดวกในการจัดหาพาหนะสำหรับก่อเหตุ ก่อนจะทิ้งรถแล้วหนีลงเรือกลับไป
นอกจากนี้ ผกก.สภ.เชียงของ ยังกล่าวถึงมาตรการป้องกันเหตุร้ายตามแนวชายแดนว่า ที่ผ่านมาตำรวจสายปราบปรามได้แจ้งนโยบายของผู้บังคับบัญชาให้ร้านทองทุกแห่งติดตั้งที่กั้นเพื่อป้องกันเหตุชิงทรัพย์แล้ว ซึ่งเจ้าของร้านจะต้องประสานกับทางบริษัทผู้ดำเนินการติดตั้งโดยตรง สำหรับการจัดกำลังพลประจำร้าน หากมีการร้องขอเข้ามาทางตำรวจก็พร้อมให้ความสนับสนุน อย่างไรก็ตาม ร้านที่เกิดเหตุตรวจสอบพบว่ายังไม่มีการร้องขอเจ้าหน้าที่มาประจำจุด และไม่แน่ใจว่ามีปุ่มฉุกเฉินสำหรับแจ้งเหตุหรือไม่ ประกอบกับร้านทองส่วนใหญ่มักจะเน้นการทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินมากกว่า
จากเหตุการณ์ดังกล่าว สภ.เชียงของ จึงจำเป็นต้องวางระบบป้องกันเหตุใหม่ให้ครอบคลุม ทั้งในส่วนของร้านทอง การเข้า-ออกเมือง และกิจการรถเช่าบริเวณท่าเรือที่อาจต้องมีมาตรการรัดกุมยิ่งขึ้น รวมถึงยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวด เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนที่ผู้ก่อเหตุสามารถหลบหนีข้ามประเทศได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม หากผู้ร้ายยังกบดานอยู่ในประเทศไทย ทางตำรวจมั่นใจว่าจะสามารถติดตามจับกุมได้เพราะมีการวางกำลังติดตามไว้แล้ว ทั้งนี้จะต้องมีการหารือร่วมกับหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปเพื่อวางระบบป้องกันเหตุร้ายข้ามฝั่งโขงอย่างยั่งยืน
ด้านนายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอเชียงของ กล่าวว่า ได้ประสานกับทางเจ้าเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว มาตั้งแต่วันเกิดเหตุ ซึ่งขณะนี้ทราบว่าผู้ต้องหาได้หนีไปยังเมืองหลวงน้ำทาแล้ว ทางแขวงบ่อแก้วจึงแจ้งว่าจะประสานงานกับตำรวจ ปกส. เมืองหลวงน้ำทา เพื่อติดตามหลักฐานและอำนวยความสะดวกในระดับพื้นที่ต่อไป โดยดำเนินการควบคู่ไปกับความร่วมมือระหว่างประเทศที่ สภ.เชียงของ และกองบัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ ตม.เชียงแสน (สำนักงานเชียงของ) ได้ประสานผ่านสถานทูตไทยประจำนครหลวงเวียงจันทน์อย่างใกล้ชิด ในส่วนการวางระบบการป้องกันเหตุทางปกครองได้มีการหารือ เพื่อที่จะวางระบบการป้องกันเหตุชายแดนเพิ่มเติม
ในส่วนของสมาชิกชมรมรถเรือท่าเรือบั๊ก ได้กล่าวถึงกรณีการปล่อยเช่ารถว่า ปัจจุบันยังคงปล่อยเช่าโดยไม่ได้เก็บเอกสารประจำตัวของคนลาวเหมือนเช่นที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าเป็นเหตุการณ์เฉพาะตัวของผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียว จึงไม่อยากให้ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น โดยตลอด 30 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา เพราะส่วนใหญ่ผู้มาเช่าเป็นคนลาวที่ผ่านการตรวจจากด่าน ตม. และมีเอกสารยืนยันตัวตนอยู่แล้ว เพื่อความสะดวกและความคุ้นเคยจึงไม่ได้เข้มงวดเรื่องการวางมัดจำหรือเก็บเอกสาร อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ต้องหารือกันอีกครั้ง แต่ในขณะนี้ยังคงปฏิบัติตามกติกาเดิม
ทั้งนี้ หากผู้เช่าเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนลาว จะมีการเก็บบัตรประจำตัวตามปกติ เพราะสำหรับคนลาวส่วนใหญ่มักเช่าเพื่อเดินทางไปซื้อของที่โลตัสหรือตลาดแล้วก็กลับ แต่กรณีคนไทยและชาวต่างชาติไม่ทราบจุดประสงค์การใช้งานที่ชัดเจน
ขณะที่แหล่งข่าวชาวลาวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องหาตามหมายจับรายนี้อาศัยอยู่ในพื้นที่ห้วยทราย แต่มีบ้านหลายหลัง และมีประวัติก่อเหตุปล้นทรัพย์ในพื้นที่ฝั่งลาวมาก่อน รวมถึงมีพฤติกรรมติดเกมและติดการพนันอีกด้วย.