นายตำรวจ "ค" สภ.ห้วยใหญ่ ยัน ไล่จับไอ้ป๋อง 2 ครั้ง ไม่เคยเลี้ยงเป็นลูกน้อง ยอมรับ ไอ้ป๋อง โทร.หา ตอนพ้นคุก รีบทำประวัติแจ้งเตือน เป็น “บุคคลอันตราย” ต้องเฝ้าระวัง
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 จากกรณีที่มีรายงานว่า ตำรวจนำโทรศัพท์มือถือ ของ ไอ้ป๋อง หรือ นายฑณา เกิดทอง อายุ 43 ปี หนึ่งในผู้ต้องหารายนี้ ไปทำการตรวจสอบอย่างละเอียด เนื่องจากมีการพาดพิง ว่าไอ้ป๋อง เป็นนิ้วให้กับตำรวจ โดยมีลูกพี่ ยศดาบตำรวจ ชื่อว่า “ษร” อดีตตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ เกษียณอายุราชการ เมื่อปี พ.ศ.2557 ( ตอนเกษียณติดยศ “ร้อยตำรวจตรี” ซึ่งตำรวจอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ การเชื่อมโยงกับ “ไอ้ป๋อง”
นอกจากนี้ ยังมีการพาดพิงถึงตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ นายหนึ่ง ซึ่งปัจจุบัน ยังคงรับราชการอยู่ โดยผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพูดคุย กับตำรวจนายนี้ อักษรย่อ “ค" เปิดเผยว่า ตนเป็นหนึ่งในตำรวจ ที่มีการจับกุม ไอ้ป๋อง ถึง 2 ครั้ง นับตั้งแต่ย้ายมารับราชการอยู่ที่ สภ.ห้วยใหญ่ ตั้งแต่ปี 2556
ครั้งแรก ช่วงกลาง ปี 61 ได้รับแจ้งจากตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ให้รีบไปทำการช่วยเหลือ หญิงสาวถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว อยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ย่านซอยเนินทราย ห้วยใหญ่ หลังรับจึงแจ้ง ตนจึงนำกำลังชุดสืบสวน ไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงก็พบไอ้ป๋อง อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว แต่พอตรวจสอบแล้วกลับไม่พบอะไร แต่ในจังหวะที่กำลังจะถอนกำลังกลับ ตนได้ยินเสียงผิดปกติจึงย้อนกลับเข้าไปในบ้าน ไอ้ป๋อง อีกครั้ง ก็พบหญิงสาวซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงโดยมีผ้าขนหนูคลุมหน้า สภาพหญิงสาวดังกล่าว ถูกทำร้ายร่างกายจนใบหน้าปูดบวม จากนั้นตนจึงคุมตัวไอ้ป๋อง โรงพัก สภ.ห้วยใหญ่ เพื่อให้ร้อยเวรดำเนินคดี แต่พอถัดมาอีกวัน ตนก็มาทราบภายหลังว่า ไอ้ป๋อง ถูกปล่อยตัวออกไป เพราะผู้หญิงถูกทำร้าย ไม่เอาเรื่องไอ้ป๋อง โดยอ้างว่า เป็นแฟนกัน
ส่วนคดีที่ 2 เป็นคดี “พยายามฆ่าผู้อื่น และ เกี่ยวกับ พรบ. อาวุธปืน” โดยเหตุเกิด เมื่อช่วงเดือน ตุลาคม ปี 2561 ซึ่งหลังจากนายป๋อง ก่อเหตุในคดีนี้ ก็ได้หลบหนีไป ตนได้นำกำลังออกติดตามตัว ไอ้ป๋อง และ ได้ไปพูดคุยกับพ่อ ของไอ้ป๋อง (ซึ่งในตอนนั้นพ่อของไอ้ป๋องยังไม่เสียชีวิต) ซึ่งพ่อของนายป๋องค่อนข้างอายุมากแล้ว อายุน่าจะประมาณ 70-80 ปี โดยได้ให้ช่วยเกลี้ยกล่อม ไอ้ป๋อง เข้ามอบตัว พร้อมกับทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้กับพ่อนายป๋อง แต่ตอนนั้นพ่อของนายป๋อง ใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่า และบันทึกเบอร์ไม่เป็น ตนจึงมีการจดใส่กระดาษไว้ให้
แต่หลังจากนั้นถัดมาเพียงไม่กี่วัน (13 ตุลาคม 2561) ไอ้ป๋อง ถูกตำรวจสายตรวจ สภ.หนองปรือ จับตัวได้ที่ห้องพัก ย่านตำบลโป่ง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เนื่องจากถูกชาวบ้านแจ้งจับฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญ และเมื่อ ตำรวจสายตรวจ ตรวจสอบประวัติ พบหมายจับศาลจังหวัดพัทยา คดีพยายามฆ่า และ พรบ.เกี่ยวกับอาวุธปืน ในท้องที่ สภ.ห้วยใหญ่ จึงได้มีการประสานตำรวจโรงพักห้วยใหญ่ มารับตัว ตนจึงนำกำลังไปรับตัว ไอ้ป๋อง กลับมาดำเนินคดี
เมื่อคุมตัว ไอ้ป๋อง มาถึงโรงพัก ตนมีการสอบเค้นเกี่ยวกับอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุ ไอ้ป๋องให้การอ้างว่าได้นำอาวุธปืนลูกโม่ ขนาด .38 ไปโยนทิ้งในทะเลด้านหลังวัดบ้านอำเภอ ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี แต่พอนำเจ้าหน้าที่ไปดำน้ำค้นหา และใช้เครื่องสแกนตรวจสอบ แต่กลับไม่พบอาวุธปืนตามที่นายป๋องกล่าวอ้าง ซึ่งในครั้งนั้น ตนมีการซื้อข้าวให้นายป๋องกิน และไปพยายามทำให้นายป๋องเกิดความเชื่อใจ และคลายจุดซ่อนอาวุธปืน พร้อมทั้งกล่อมว่า “ถ้าให้ความร่วมมือและเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี อาจจะติดคุกไม่กี่ปี รวมถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น ไอ้ป๋องให้การอ้างว่า ถูกคู่กรณีรุมกระทืบก่อน ด้วยความโกรธจึงนำอาวุธปืนไปกราดยิงคู่กรณีจนได้รับบาดเจ็บ” แต่สุดท้ายไอ้ป๋องก็ยังปากแข็ง ไม่ยอมบอกจุดซ่อนอาวุธปืน จนมีการสันนิษฐานว่าน่าจะนำไปฝากไว้กับคนใดคนหนึ่ง หรือนำไปซ่อนไว้ ซึ่งในครั้งนั้นตำรวจจึงมีการลงบันทึกจับกุมแล้วส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ก่อนจะถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561
จนกระทั่งผ่านมา 8 ปี เมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 ได้มีโทรศัพท์เบอร์แปลกโทรเข้ามาหา นาทีแรกที่รับสาย ไอ้ป๋องก็พูดว่า “สวัสดีครับพี่ ผมป๋องเอง” ตอนนั้นตนจำไม่ได้ว่า ไอ้ป๋องคือใคร จึงถามสวนกลับไปว่า “ไอ้ป๋องไหน” ซึ่งไอ้ป๋องก็ตอบกลับมาว่า “ผมป๋องเองครับ ที่พี่เคยจับผม คดียิงที่ทุ่งละหาร” ทำให้ตนเองร้องอ๋อทันที ตอนนั้นจำได้ว่า ตนได้บอกกับนายป๋องว่า “มึงออกมาเมื่อไหร่ และไปติดคุกมากี่ปี” แถมตนยังบอกอีกว่า “ออกมาแล้ว ก็ให้ทำตัวดีๆ อย่าเกเร”
และยังถามไอ้ป๋องอีกว่า มึงไปเอาเบอร์โทรศัพท์กูมาจากไหน ไอ้ป๋องบอกว่าเบอร์โทรศัพท์ถูกจดไว้ที่สมุดของพ่อ
จากนั้นไอ้ป๋องก็วางสายไป ซึ่งหลังจากวางสาย ตนได้นำเรื่องนี้ไปบอกทีมงานชุดสืบสวน โดยบอกว่า ไอ้ป๋องออกมาแล้ว และให้รีบทำประวัติเป็นบุคคลเฝ้าระวัง เนื่องจากเป็นบุคคลอันตราย “เพราะไอ้ป๋องมันบ้า”
ส่วนประเด็นที่ตนโทรศัพท์ไปหา ไอ้ป๋อง เป็นช่วงที่ ไอ้ป๋อง เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่ง ไอ้ป๋องโทรศัพท์มาหาตน บอกว่าเห็นตำรวจเข้ามาที่อู่ซ่อมรถจักรยานยนต์ ซึ่งไอ้ป๋องก็โทรมาหา ตอนนั้นไม่ทราบว่าเป็นทีมงานออกไปทำงานตามจับบุคคลตามหมายจับ แต่ตนเองก็ไม่ได้ตอบอะไรไอ้ป๋อง ซึ่งถัดไปประมาณ 10 นาที ตนได้โทรศัพท์ไปหาไอ้ป๋องอีกครั้ง เพื่อถามว่าเห็นบุคคลตามหมายจับหรือไม่ ไอ้ป๋องก็ตอบว่าไม่เห็น คิดว่าคงหนีไปหมดแล้ว จากนั้น ตนถามไอ้ป๋องว่าอยู่ที่ไหน แล้วบอกให้มาหาที่ร้านอาหาร ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับอู่ซ่อมรถจักรยานยนต์ ถัดมาอีกประมาณ 5 นาที ไอ้ป๋องก็ขี่รถจักรยานยนต์มาหา ก่อนจะเดินเข้ามาสวมกอดเอว แล้วมีการพูดคุยสอบถามถึงสารทุกข์สุขดิบ และก็ไม่ได้มีการพูดอะไรกันมากมาย ก่อนที่จะแยกย้ายไป เพราะตนต้องรีบกลับไปกินยา
จนกระทั่งล่าสุดมีการโทรศัพท์อีกครั้ง เพราะไอ้ป๋องต้องสงสัยคดีลักพาตัวสองพี่น้องชาวรัสเซีย ตนยอมรับว่ามีการโทรไป เพราะทีมงานให้โทรติดต่อ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการไล่ล่าติดตามตัว แต่ครั้งนั้นที่โทรไป ไม่สามารถติดต่อไอ้ป๋องได้ เนื่องจากไอ้ป๋องปิดเครื่อง โดยมีการโทรถึง 3 ครั้ง แต่ทุกครั้งที่โทรไปไอ้ป๋องปิดเครื่องตลอด คาดว่าเป็นช่วงเวลาหลบหนี และมีบางช่วงที่หลบหนี ไอ้ป๋องมีการเปิดสัญญาณโทรศัพท์อยู่เป็นช่วงๆ
นอกจากนี้ตนยังยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และมีการชี้แจงกับผู้บังคับบัญชาในเรื่องไปแล้ว ยืนยันว่าตนไม่เคยเรียกใช้งานไอ้ป๋อง หรือรู้จักเป็นการส่วนตัว หนำซ้ำ เคยทำคดี ไอ้ป๋อง 2 คดี คดีแรกคือนำเด็กผู้หญิงไปกักขังหน่วงเหนี่ยว ในช่วงกลาง 2561 ซึ่งในนั้น ผู้เสียหายไม่เอาความ ไอ้ป๋อง ถึงรอดคุก จนกระทั่ง ในปีเดียวกัน ไอ้ป๋อง ได้ก่อเหตุพยายามฆ่าและเกี่ยวกับอาวุธปืน ซึ่งตนก็มีส่วนในการจับกุม และยังเป็นพยานศาล ในการดำเนินคดีกับนายป๋อง อีกด้วย.