เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมแก๊งฆ่าฝังดิน ฝากขังศาลจังหวัดพัทยา ขณะที่ "ป๋อง" ก้มหน้านิ่ง ส่วน "ธง" ปล่อยโฮ ขอโทษผู้เสียชีวิต อ้างถูกบังคับให้ทำ ตร.แจ้งหลายข้อหาหนัก

จากกรณีฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซีย ฝังดินในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดย นายฑณา หรือ “ป๋อง” เกิดทอง อายุ 43 ปี และ นายธงชัย หรือ “ธง” ศรีนิล อายุ 39 ปี ให้การรับสารภาพ ก่อน นายธง เปิดปากยอมรับด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ยังมีการก่อเหตุในลักษณะเดียวกันกับ พ่อแม่ลูก อีก 3 ศพ อ้างว่า ประสงค์ต่อทรัพย์ ก่อนเจ้าหน้าที่นำตัวไปชี้จุดฝัง ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ฝังพี่น้องชาวรัสเซีย ไม่ไกลนัก กระทั่งเจอทั้ง 3 ศพ เป็นบุคคลที่ญาติแจ้งความคนหายไว้ก่อนหน้านี้จริงๆ โดยมีการซัดทอดวัยรุ่นอีก 2 คน คือ นายอัษฎางค์ หรือบอล และนายชัชนันท์ หรือฟลุ๊ค ที่ร่วมกันฆ่า 3 ศพ ก่อนเจ้าหน้าที่ตามจับกุมตัวได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ต่อมาเวลา 11.30 น. เจ้าหน้าที่หน่วย นปพ.ชลบุรี ได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ประกอบด้วย นายธงชัย หรือธง, นายฑนา หรือป๋อง เกิดทอง, นายอัษฎางค์ หรือบอล และนายชัชนันท์ หรือฟลุ๊ค เดินเรียงแถวขึ้นรถคุมขังกันตามลำดับ โดยมีบรรดาญาติของครอบครัว 3 พ่อแม่ลูก ตะโกนก่นด่ากันอย่างโกรธแค้น


โดย นายป๋อง สีหน้าเคร่งเครียด และก้มหน้า ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ แต่ นายธง กลับร้องไห้โฮ กล่าวขอโทษ และบอกว่า โดนนายป๋องบังคับให้ทำ ก่อนที่รถของเจ้าหน้าที่จะนำตัวทั้งหมดไปฝากขังที่ศาลจังหวัดพัทยา

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยแต่งเครื่องแบบตำรวจ โดยมีอาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันมีและครอบครองอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร, ร่วมกันมีลูกระเบิดไว้ในครอบครอง, ร่วมกันแสดงตน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน, ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว และร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น และทำลายศพ และ ร่วมกันกระทำการใดๆ แก่ศพ เพื่อการอำพรางคดี


ขณะที่ญาติของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย เผยว่าการเดินทางมาที่สถานีตำรวจในวันนี้ มาให้ปากคำเพิ่มเติมและติดตามขั้นตอนการฝากขังผู้ต้องหา แต่ไม่ต้องการเผชิญหน้าหรือพูดคุยกับนายป๋องและนายธง เนื่องจากยังรู้สึกโกรธแค้นและสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาถึงที่สุด โดยเห็นว่าควรได้รับโทษสูงสุดตามกฎหมาย เพราะเชื่อว่าผู้ก่อเหตุไม่มีความสำนึก และหากได้รับการปล่อยตัวออกมา อาจกลับไปก่อเหตุซ้ำและทำให้มีผู้เสียหายรายใหม่

ส่วนการทำงานของตำรวจ ญาติเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่มีภารกิจจำนวนมาก แต่ต้องการให้ความสำคัญกับคดีคนหายและใส่ใจความเดือดร้อนของประชาชนมากขึ้น เพราะตลอดช่วงที่ครอบครัวสูญหาย ญาติพยายามติดตามข้อมูลหลายทาง แต่แทบไม่ได้รับความคืบหน้าที่ชัดเจน

ญาติยืนยันว่า สิ่งที่ครอบครัวต้องการในขณะนี้ คือให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนได้รับโทษตามกฎหมาย และให้ตำรวจตรวจสอบแรงจูงใจ เส้นทางการเงิน รวมถึงบุคคลอื่นที่อาจมีส่วนร่วมกับการก่อเหตุอย่างละเอียด เพื่อให้ความจริงทั้งหมดปรากฏและคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย