ตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เวียดนาม หลอกเหยื่อคนไทยโอนเงิน ก่อนฟอกเงินผ่านทองคำ ยึดทองแท่งกว่า 27 บาท คาดมีผู้เสียหายอีกหลายราย
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 31 ก.ค.69 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง จตร. ช่วยราชการ บช.สอท. พ.ต.อ.พงศ์นรินทร์ เหล่าเขตกิจ รอง ผบก.สอท.3 พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผกก.3 บก.สอท.3 ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการทลายแก๊งเวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำ หลอกเหยื่อคนไทยสูญกว่า 12 ล้านบาท ยึดทองแท่งกว่า 27 บาท
พล.ต.ท.สุรพล กล่าวว่า ในคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ก.ค.69 มีผู้เสียหายเป็นชายวัย 61 ปี ชาว จ.นครราชสีมา ได้รับโทรศัพท์จากคนร้าย อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แจ้งว่าหม้อแปลงไฟฟ้าที่บ้านพักของผู้เสียหายมีปัญหา จำเป็นจะต้องทำการเปลี่ยนและทำเรื่องขอรับเงินค่าประกันหม้อแปลงไฟฟ้าลูกเก่าคืน โดยมิจฉาชีพได้ให้ทางผู้เสียหายแอดไลน์ เพื่อแชตข้อความคุยรายละเอียดกัน จากนั้นได้เปลี่ยนไปโทรคุยกันผ่านระบบวีดีโอคอลพร้อมกับส่ง QR Code ให้ผู้เสียหายสแกนเพื่อเข้าระบบ
โดยคนร้ายแจ้งให้เปิดแอปพลิเคชันธนาคารแล้วหลอกให้กดเปลี่ยนเมนูเป็นภาษาอังกฤษ โดยที่ผู้เสียหายไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจในภาษาอังกฤษ จึงเข้าไปกดทำรายการตามคำแนะนำตามขั้นตอนของคนร้าย กระทั่งมีรหัส OTP เข้ามายังโทรศัพท์มือถือผู้เสียหาย โดยมิจฉาชีพสั่งให้แจ้งเลขรหัสดังกล่าว อ้างว่าเป็นเลขลำดับคิวในการคืนเงิน กระทั่งปรากฏว่ายอดเงินที่อยู่ในแอปพลิเคชันของธนาคารถูกโอนออกจากบัญชีผู้เสียหายไป 3 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,799,400 บาท ก่อนเข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ เพื่อดำเนินคดีกับมิจฉาชีพกลุ่มนี้
ต่อมา พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง จตร. ช่วยราชการ บช.สอท. หัวหน้าคณะทำงานสืบสวนและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วย พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. ช่วยราชการ บช.สอท., พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 และ พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผกก.3 บก.สอท.3 และกำลังชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.3 ได้ร่วมกันสืบสวนจนทราบว่าเงินของผู้เสียหายได้ถูกโอนไปยังบัญชีม้านิติบุคคล ชื่อบัญชี หจก.รุ่งเรืองศรีมงคล และบัญชีธนาคารของ น.ส.นริศรา บรรพโคตร เจ้าของบัญชี
ซึ่งในวันเดียวกัน น.ส.นริศรา เป็นผู้ไปถอนเงินที่หน้าเคาน์เตอร์ของธนาคารแห่งหนึ่ง ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านรังสิต ก่อนนำเงินสดดังกล่าวส่งต่อให้กับชายอีกราย เพื่อนำไปส่งต่อให้แก่ผู้ร่วมขบวนการอีกทอดหนึ่ง อีกทั้งยังมีบุคคลใช้บัญชีธนาคารของ หจก.รุ่งเรืองศรีมงคล โอนเงินรวม 22 ครั้ง รวมกว่า 5 ล้านบาท เพื่อซื้อทองคำแท่งหนัก 72 บาท ที่ร้านทองแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม
พล.ต.ต.กานตพงศ์ กล่าวว่า จากการสืบสวนพบว่ามีกลุ่มบุคคลที่มาซื้อและรับทองคำเป็นคนไทย 3 คน และชาวเวียดนามที่ร่วมขบวนการอีกจำนวน 3 คน จากนั้นกลุ่มขบวนการดังกล่าวได้ให้คนนำทองคำแท่งส่วนหนึ่งไปขายที่ร้านทองภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่าน ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี ได้เงินสดกลับไปกว่า 4 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังพบว่าแก๊งเวียดนามกลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงกับการหลอกลวงผู้เสียหายคนไทยในลักษณะเดียวกันมาแล้ว 18 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 12,628,359 บาท และเชื่อว่ายังมีผู้เสียหายที่ยังไม่ได้เข้าแจ้งความอีกเป็นจำนวนมาก โดยมีบอสใหญ่ชาวเวียดนามคอยสั่งการกลุ่มชาวเวียดนามและคนไทยที่คอยถอนเงิน ซื้อทองและขายทอง
พล.ต.ต.กานตพงศ์ กล่าวต่อว่า จากการสืบสวนเชิงลึกจะเห็นได้ว่ากลุ่มคนร้ายมีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ มีการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินจากเงินสดไปเป็นทองคำ ก่อนนำทองคำไปขายกลับเป็นเงินสดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เส้นทางการเงินเกิดความสลับซับซ้อนยากต่อการติดตาม โดยทางชุดสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องในกลุ่มขบวนการนี้ รวม 7 ราย
ขณะที่ชุดสืบสวนได้รับข้อมูลว่าในช่วงค่ำของวันที่ 25 ก.ค.69 กลุ่มคนร้ายชาวเวียดนามดังกล่าว จะนำทองคำแท่งมาขายที่ร้านทอง ในพื้นที่ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นร้านเดิมที่เคยนำมาขายอีกครั้ง จึงวางกำลังโดยรอบพื้นที่ ก่อนนำกำลังเข้าจับกุมกลุ่มขบวนการนี้ได้ 2 ราย ประกอบด้วย MR.NGUYEN DINH SANG อายุ 29 ปี สัญชาติเวียดนาม และ MS.THI THUY DUNG TRINH อายุ 25 ปี แฟนสาว สัญชาติเวียดนาม ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ พร้อมตรวจยึดทองคำแท่งจำนวน 14 แท่ง น้ำหนักรวม 27.50 บาท มูลค่ากว่า 1.7 ล้านบาท, เงินสด 66,500 บาท, โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และรถยนต์เก๋งอีก 2 คัน
ต่อมาทางชุดสืบสวนได้ติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้เพิ่มอีก 3 ราย ประกอบด้วย น.ส.นริศรา บรรพโคตร อายุ 32 ปี ชาวกรุงเทพฯ ทำหน้าที่เปิดบัญชีรองรับการโอนเงินและคอยเบิกถอนเงินสด โดยจับกุมตัวได้ย่านถนนเคหะร่วมเกล้า 37 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ นายสิทธิชาติ บัวขาว อายุ 29 ปี ชาว จ.ระยอง และ น.ส.วสุภาส์ ธรรมวัฒน์ อายุ 34 ปี ชาว จ.ระยอง แฟนสาว ทำหน้าที่รับขายทองคำและนำเงินสดไปส่งต่อให้ผู้ร่วมขบวนการ ขณะกำลังกบดานอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง
จากปฏิบัติการในครั้งนี้ ตำรวจสามารถจับกุมผู้ร่วมกลุ่มขบวนการนี้มีทั้งชาวเวียดนามและคนไทย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้ว รวม 5 ราย ส่วนที่เหลืออีก 2 ราย อยู่ระหว่างติดตามตัว
โดยดำเนินคดีทั้งหมดในความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือรับของโจร”, “ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน”, “ร่วมกันกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบเพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวน จนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น” และ “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”
โดยทางชุดสืบสวนอยู่ระหว่างการขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม พร้อมตรวจยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.