เมื่อ “ศรัทธา” กลายเป็นพื้นที่ไร้การตรวจสอบ

ทุกครั้งที่เราหยอดเงินลงตู้บริจาค หรือเช่าบูชาวัตถุมงคล เราเชื่อเสมอว่าเงินนั้นจะถูกนำไปบำรุงพระพุทธศาสนา...

แต่กรณีคดียักยอกเงินวัดไร่ขิง กำลังตั้งคำถามถึงความเชื่อนั้น และทำให้เห็นว่าระบบการบริหารจัดการเงินวัดของไทยกำลังมีช่องโหว่ฉกรรจ์

พระมหาสุดสาคร สุมุรยญาโณ (ศักดิ์เขียว) ที่ปรึกษากฎหมายคณะสงฆ์ ได้สะท้อนความจริงอันน่าตระหนกนี้ไว้ว่า "เมื่อไม่ได้นิยามความหมายของคำว่าศาสนสมบัติของวัดคืออะไร... เงินที่โยมเขาบูชาวัตถุมงคล หรือตู้บริจาค สังฆทานหลายที่ ไม่ได้ระบุไว้โดยแจ้งชัดว่าจะตกเป็นสมบัติของวัดหรือเป็นของส่วนตัว... หลายที่เงินไม่ได้เข้าวัด"

คำพูดนี้ยืนยันว่าวัดมีโครงสร้างเลือนราง เมื่อเส้นแบ่งระหว่างเงินส่วนตัวของพระกับเงินของวัดถูกทำให้คลุมเครือ ประกอบกับวาทกรรมความกลัวเรื่อง "บาปกรรม" ที่ทำให้ญาติโยมไม่กล้าตั้งคำถาม วัดหลายแห่งจึงกลายเป็นพื้นที่มืดมนที่ยากจะตรวจสอบ

ดังนั้น การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่การไล่จับพระลาสิกขาเป็นรายคนแล้วจบไป แต่คือการปฏิรูปวงการสงฆ์อย่างเป็นระบบโดยมีหัวใจสำคัญ 2 ประการ อย่างแรกคือการแก้กฎหมายเรื่องศาสนสมบัติของวัดและการถ่วงดุลอำนาจของเจ้าอาวาสให้ชัดเจน อย่างที่สองคือให้ความรู้และพัฒนาระบบบัญชีวัดอย่างถูกต้อง ให้วัดทั่วประเทศมีองค์ความรู้ด้านการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ตามมาตรฐานสากล มีคณะกรรมการวัดร่วมดูแลอย่างเปิดเผย และสามารถตรวจสอบได้จริง