อัยการคดีทุจริตฯ สั่งฟ้อง “7 ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ” กราวรูดทุกข้อหา “ป.อาญา-พ.ร.ป. ป.ป.ช.-พ.ร.บ.อุ้มหายซ้อมทรมานฯ” คดีลุงเปี๊ยกถูกคลุมถุงดำบังคับสารภาพฆ่าป้าบัวผัน ศาลให้ประกัน นัดสอบคำให้การ 17 ส.ค. 69
จากกรณีคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำโดยกองกิจการอำนวยความยุติธรรม และมีอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดให้กำกับการสอบสวนของดีเอสไอ ร่วมกันดำเนินการสอบสวนในคดีพิเศษที่ 9/2567 หรือ กรณีนายปัญญา คงแสนคำ หรือลุงเปี๊ยก ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จำนวน 8 ราย ดำเนินคดีอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ด้วยการคลุมถุงดำลุงเปี๊ยก ปรับอุณหภูมิแอร์ให้หนาวเย็น เพื่อให้ลุงเปี๊ยกรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุฆ่าป้าบัวผัน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ มีมติดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จำนวน 8 ราย กรณีถูกกล่าวหาว่าบังคับหรือทรมานให้ นายปัญญา หรือลุงเปี๊ยก รับสารภาพในคดีฆาตกรรม นางบัวผัน ตันสุ หรือป้าบัวผัน ต่อมาวันที่ 9 พ.ค.67 ผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและรับทราบข้อกล่าวหา พร้อมเปิดโอกาสให้ทั้งหมดได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนตามขั้นตอนของกฎหมาย กระทั่งวันที่ 14 ส.ค.67 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้นำสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ฐานกระทำการที่โหดร้ายฯ ตามมาตรา 6 และฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย ตามมาตรา 7 ส่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
ต่อมาวันที่ 19 ส.ค.68 พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 ได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ผกก.สภ.อรัญประเทศ และได้ทำหนังสือสอบถามมายังอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งอธิบดีดีเอสไอได้เห็นพ้องกับพนักงานอัยการฯ สั่งไม่ฟ้อง ผกก.สภ.อรัญประเทศ จึงมีผู้ต้องหาทั้งสิ้นเพียง 7 ราย ท้ายสุดเมื่อวันที่ 22 ก.ค.69 พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 นัดหมายสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 จังหวัดระยอง ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ก.ค.69 รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถึงความคืบหน้าในคดีพิเศษที่ 9/2567 กรณีนายปัญญา คงแสนคำ (ลุงเปี๊ยก) ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จำนวน 7 ราย ดำเนินคดีอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ประกอบด้วย 1.ร.ต.อ.พงศภัค พลแสน รอง สว.สส.สภ.อรัญประเทศ 2.พ.ต.ท.พิชิต วัฒโน รอง ผกก.สส.สภ.อรัญประเทศ 3.พ.ต.ท.นิติธร พิมพ์คำ สว.สส.สภ.อรัญประเทศ 4.ร.ต.อ.พชร บุญอินราทากูร รอง สว.สส.สภ.อรัญประเทศ 5.ดต. ภิเศก พวงมาลีประดับ หรือดาบเศก ผบ.หมู่งานสืบสวน สภ.อรัญประเทศ 6.จ.ส.ต.ทวีศักดิ์ พูนสะสมทรัพย์ ผบ.หมู่ สส.สภ.อรัญประเทศ และ 7.ส.ต.อ.ชัยศิริ สุรโฆษิต ผบ.หมู่ สส.สภ.อรัญประเทศ
ความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (มาตรา 6) และฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย (มาตรา 7) ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 ก.ค.69 ที่ผ่านมา พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 จังหวัดระยอง ได้นัดหมายผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ส่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 จังหวัดระยอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ปท 2/2569 ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 157, 309, 310 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 3, 6, 7, 36, 37 ทั้งนี้ ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวทั้งหมด และนัดสอบคำให้การจำเลยทั้ง 7 ราย ในวันที่ 17 ส.ค.69 เวลา 10.00 น.
สำหรับข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 309 และ 310 คือ มีการร่วมกันกระทำความผิด (มาตรา 83) กระทำความผิดหลายกรรม (มาตรา 91) มีเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157) มีการข่มขืนใจ (มาตรา 309) และมีการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น (มาตรา 310) ส่วนมาตรา 172 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 คือ เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใด ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 3, 6, 7, 36, 37 ดังนี้ มาตรา 3 (บทนิยาม) กำหนดความหมายของคำสำคัญที่ใช้ในกฎหมาย เช่น การทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การกระทำให้บุคคลสูญหาย เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้เสียหาย เพื่อใช้เป็นหลักในการตีความและบังคับใช้กฎหมายทั้งฉบับ มาตรา 6 ห้ามมิให้มีการทรมานหรือการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มาตรา 7 ห้ามมิให้มีการกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ที่กระทำโดยได้รับการสนับสนุน ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาตรา 36 เป็นบทกำหนดความผิดฐาน กระทำการทรมาน โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ที่กระทำในนามของรัฐ ผู้กระทำมีความผิดอาญา และหากการกระทำนั้นทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย จะมีโทษหนักขึ้นตามที่กฎหมายกำหนด และมาตรา 37 เป็นบทกำหนดความผิดฐาน กระทำให้บุคคลสูญหาย โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ที่กระทำโดยการสนับสนุนหรือยินยอมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กำหนดโทษร้ายแรง และหากการกระทำนั้นทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสหรือเสียชีวิต โทษจะสูงขึ้นอีก