ศาลรับฟ้องคดี “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ อดีตลูกน้องคนสนิท ปมสัมภาษณ์หมิ่นประมาทในรายการโทรทัศน์ นัดตรวจหลักฐาน 20 เม.ย. 2570

 

ที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 ก.ค. 69 ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีหมายเลขดำ อ.107/2569 ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผบ.ตร.เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 4 อดีตลูกน้องคนสนิท เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา 

กรณีที่จำเลยให้สัมภาษณ์ผ่านหลายรายการโทรทัศน์หลายรายการทำนองว่า โจทก์ทำร้ายร่างกายผู้ใต้บังคับบัญชาหลายครั้งหลายหนได้รับบาดเจ็บ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ปรากฏในรายการโทรทัศน์ ซึ่งมีเนื้อหาในทำนองว่ามีผู้บังคับบัญชาทำร้ายร่างกายผู้ใต้บังคับบัญชา บิดเบือนข้อเท็จจริง และโยนความผิดให้ลูกน้อง

โดยในบางรายการจำเลยระบุชัดว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูกกระทำคือ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ อดีตลูกน้องคนสนิทคนหนึ่งของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และอ้างว่าเคยเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยตนเอง 2 ครั้ง แม้คำให้สัมภาษณ์จะไม่ได้ระบุชื่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยตรง แต่ศาลเห็นว่า เมื่อพิจารณาประกอบกับบริบทของคำถามจากผู้ดำเนินรายการและเนื้อหาการตอบ ย่อมทำให้ผู้รับชมและผู้รับฟังเข้าใจได้ว่าบุคคลที่จำเลยกล่าวอ้างถึงหมายถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “บิ๊กโจ๊ก” หรือ “รองโจ๊ก”

การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้ทำร้ายร่างกายผู้ใต้บังคับบัญชาและโยนความผิดให้ลูกน้อง ไม่ว่าข้อความดังกล่าวจะเป็นความจริงหรือไม่ การเผยแพร่ต่อสาธารณะย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาที่ไม่ดี ขาดศีลธรรม กระทำผิดกฎหมาย และส่งผลให้เสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้    

...

ศาลพิเคราะห์ พยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเห็นว่า เบื้องต้นพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอรับฟังได้ คดีมีมูลจึงมีคำสั่งประทับฟ้องคดีไว้พิจารณา และนัดคู่ความทั้งสองฝ่ายตรวจพยานหลักฐานและสืบพยานต่อไปในวันที่ 20 เม.ย.2570.