ตร.ไซเบอร์ ค้นบ้าน 2 หลังย่านบางแค รวบหนุ่ม-สาว ผู้ค้า “บุหรี่ไฟฟ้า” ระดับหัวจ่าย ยึดของกลาง 5 หมื่นชิ้น มูลค่ากว่า 10 ล้าน เงินสดอีก 4.8 ล้านบาท ให้การรับสารภาพ
วันที่ 10 ก.ค. พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.สมพล ใจดี รอง ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.ขจร อบทอง รอง ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 และตำรวจชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.2 นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลภาษีอากรกลาง เปิดปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมายการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมกัน 2 จุด ในพื้นที่ย่านบางแค กรุงเทพฯ
โดยจุดแรกชุดสืบสวนนำกำลังพร้อมหมายค้นศาลภาษีอากรกลาง ที่ 296/2569 ตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งใน ซอยเพชรเกษม 63 แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพฯ ส่วนในจุดที่สองนำกำลังพร้อมหมายค้นศาลภาษีอากรกลาง ที่ 297/2569 ตรวจค้นบ้านอีกหลัง ภายในซอยเพชรเกษม 63 แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพฯ เช่นกัน
...
ผลการตรวจค้นสามารถเข้าจับกุม น.ส.สุมาพร ลายกระ อายุ 40 ปี และนายพีรพล บุญเกตุ อายุ 28 ปี แฟนหนุ่ม พร้อมตรวจยึดของกลาง เงินสด 4.8 ล้าน เครื่องพอทบุหรี่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า และน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าหลากหลายยี่ห้อ หลากหลายกลิ่น มีทั้งประเภทแบบใช้แล้วทิ้ง และแบบหัวน้ำยาที่ใช้กับอุปกรณ์เครื่องพอทไฟฟ้า รวมกว่า 5 หมื่นชิ้น รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท
สืบเนื่องจาก ตำรวจชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.2 เริ่มต้นจากได้เข้าจับกุมกลุ่มผู้ค้ารายย่อย จากนั้นได้ขยายผลต่อเนื่อง จนทราบว่า น.ส.สุมาพร และนายพีรพล แฟนหนุ่ม เป็นเอเย่นต์ผู้ค้ารายใหญ่ มีคลังและเก็บสต็อกบุหรี่ไฟฟ้าเป็นจำนวนมากอยู่ในย่านบางแค จึงรวบรวมพยานหลักฐานก่อนขออนุมัติศาลออกหมายค้น ก่อนเข้าจับกุมไว้ได้พร้อมของกลางทั้งหมด
พล.ต.อ.นิรันดร กล่าวว่า การเข้าจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าในครั้งนี้เป็นนโยบายของ รัฐมนตรีศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ให้ปราบปรามผู้ที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง โดยตำรวจไซเบอร์ ได้เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้น 2 จุด ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ค้าเดียวกัน โดยจุดแรกที่เข้าตรวจค้นเป็นในส่วนของที่เก็บสินค้า รวมถึงเป็นจุดแพ็คของและส่งของให้กับลูกค้า ส่วนในจุดที่สองเป็นส่วนของบ้านพักของผู้ต้องหา ซึ่งตรวจพบเงินสดจำนวนหลายล้านบาท และบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนหนึ่ง
จากการสอบสวนผู้กระทำผิดทั้งสองราย ยอมรับว่าบุหรี่ไฟฟ้าบางส่วนได้นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านและอีกส่วนเป็นบุหรี่ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศซึ่งถูกจับไปก่อนหน้านี้ ส่วนเงินสดที่ยึดได้เป็นเงินที่ใช้หมุนในการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งรายนี้ถือว่าเป็นผู้ค้าในระดับหัวจ่ายในเขตชั้นในของกรุงเทพฯ และที่สำคัญจะเห็นได้ว่าจุดนี้อยู่ใกล้กับสถานศึกษาขนาดใหญ่รวมถึงอยู่ในเขตของชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยหลังจากนี้จะมีการขยายผลไปยังผู้ค้ารายอื่นต่อไป
โดยตำรวจดำเนินคดีในความผิดฐาน “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดอันสินค้าซึ่งมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร , พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 เรื่องห้ามผลิตเพื่อขาย ห้ามขายหรือให้บริการสินค้า “บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า” อันเป็นความผิดตาม มาตรา 29/9 วรรค 2 และมาตรา 56/4” ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.