ตำรวจรวบหนุ่มเมียนมา ผู้ต้องหาทำร้ายไรเดอร์วัย 61 ปี จนตาขวาบอด กลายเป็นผู้พิการ ปมค่าทางด่วน 50 บาท หลังคดียืดเยื้อกว่า 3 เดือน เจ้าตัวโล่งใจ ขอบคุณตำรวจตามจับได้

ความคืบหน้าคดีคนขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันวัย 61 ปี ถูกผู้โดยสารชาวเมียนมา 5 คน ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส สูญเสียการมองเห็นดวงตาขวา จากปัญหาขัดแย้งเรื่องค่าทางด่วนเพียง 50 บาท ซึ่งคดีเงียบหายนานกว่า 3 เดือน จนผู้เสียหายต้องเข้าร้องขอความเป็นธรรมผ่านเพจสายไหมต้องรอด ล่าสุด เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.บางแก้ว สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 1 ราย พร้อมแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 ก.ค.2569 นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้พา นายศุภชัย  อายุ 61 ปี ผู้เสียหาย เข้าพบ พ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทรสุวรรณ ผกก. สภ.บางแก้ว เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี หลังเวลาผ่านมากว่า 3 เดือน แต่ยังไม่สามารถติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีได้

นายศุภชัย เล่าว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2569 เวลาประมาณ 13.00–14.00 น. หลังรับงานผ่านแอปพลิเคชันให้ไปรับผู้โดยสารชาวเมียนมา 5 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 2 คน จากสถานีขนส่งหมอชิต เพื่อเดินทางไปยังโรงแรมแห่งหนึ่ง ถนนกิ่งแก้ว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดยใช้รถยนต์โตโยต้า อเนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่ง ระหว่างเดินทาง ตนได้สอบถามผู้โดยสารว่าจะใช้ทางด่วนหรือไม่ เนื่องจากการจราจรติดขัด หากไม่ขึ้นทางด่วนจะเสียเวลาเดินทาง โดยผู้โดยสารยินยอมให้ใช้ทางด่วน ตนจึงสำรองจ่ายค่าทางด่วนจำนวน 50 บาทไปก่อน

เมื่อเดินทางถึงจุดหมาย แอปพลิเคชันแสดงค่าโดยสาร 720 บาท ตนจึงเรียกเก็บรวมค่าทางด่วนอีก 50 บาท เป็น 770 บาท แต่ผู้โดยสารกลับไม่ยินยอมจ่ายค่าทางด่วน พร้อมกล่าวหาว่าตนโกงเงิน ก่อนเกิดการโต้เถียง ชายชาวเมียนมาซึ่งเป็นผู้เรียกรถและนั่งเบาะหน้าพยายามถ่ายภาพ ตนไม่ยินยอม จนเกิดการยื้อยุด ก่อนถูกทำร้ายร่างกายจนหมดสติ ขณะที่ผู้ก่อเหตุทั้งหมดหลบหนีไปโดยไม่ชำระค่าโดยสาร

...

ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งพบว่าถูกนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลบางพลี แพทย์วินิจฉัยว่ากระดูกเบ้าตาขวาแตก มีเลือดออกในสมอง ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือน และดวงตาขวาได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจนสูญเสียการมองเห็นถาวร ปัจจุบันยังมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะเป็นระยะ ไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพขับรถรับจ้างได้ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการแล้ว

หลังออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 18 เม.ย.2569 ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความที่ สภ.บางแก้ว แต่ทราบภายหลังว่าเจ้าหน้าที่มีข้อมูลผู้ต้องสงสัยเพียงชื่อและหมายเลขหนังสือเดินทาง ไม่มีข้อมูลที่อยู่หรือสถานที่ทำงาน ทำให้การติดตามตัวเป็นไปด้วยความยากลำบาก แม้จะประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วก็ตาม จึงทำให้คดียังไม่มีความคืบหน้า

ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ระบุว่า คดีดังกล่าวไม่น่ามีความซับซ้อน เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณหน้าโรงแรม ซึ่งน่าจะมีกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์ไว้ จึงขอให้ตำรวจเร่งรัดติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.บางแก้ว สามารถติดตามจับกุม นายต้าน ศิน วิน อายุ 26 ปี สัญชาติเมียนมาตามหมายจับจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 618/2569 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ในข้อหา ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ได้ที่บริษัทแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี จึงนำตัวมาสอบสวนที่ สภ.บางแก้ว

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายต้าน ศิน วิน ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง แต่ให้การว่าเป็นผู้ลงมือเพียงคนเดียว โดยอ้างว่าในวันเกิดเหตุได้เรียกรถผ่านแอปพลิเคชันจากสถานีขนส่งหมอชิต เพื่อเดินทางไปยังโรงแรมย่านกิ่งแก้ว เมื่อถึงปลายทางเกิดมีปากเสียงกับผู้เสียหายเรื่องค่าโดยสารและค่าทางด่วน ก่อนจะเกิดการยื้อยุดกัน โดยผู้ต้องหาอ้างว่าเพียงจับตัวผู้เสียหายเหวี่ยงลงกับพื้น ทำให้ใบหน้ากระแทกพื้นจนได้รับบาดเจ็บ และยืนยันว่าไม่ได้ใช้หมัดชกต่อยตามที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าง

เบื้องต้น พ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทรสุวรรณ ผกก.สภ.บางแก้ว ได้สั่งการให้แจ้งข้อกล่าวหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเดินหน้ารวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

ภายหลังทราบข่าวการจับกุม นายศุภชัย ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า รู้สึกโล่งใจและขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางแก้ว ที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ หลังเฝ้ารอความคืบหน้าของคดีมาเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน พร้อมหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุอย่างถึงที่สุด เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับตน หลังต้องสูญเสียการมองเห็นของดวงตาขวาและไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพได้อีก