เลขาธิการ ป.ป.ส. นัดประชุมร่วม ตำรวจออสเตรเลีย ขยายผลคดี “แอร์การบินไทย” ขนเฮโรอีน ไล่กล้องวงจรปิด เจอตัวละครใหม่ ไรเดอร์ที่เข้าพบตำรวจแสดงความบริสุทธิ์ใจ เป็นคนละคน-พัสดุมี 2 กล่อง เร่งคลี่คลายพิสูจน์ข้อเท็จจริง ตกเป็นเหยื่อ หรือมีส่วนรู้เห็นกับขบวนการหรือไม่

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส.กล่าวถึงความคืบหน้าในการขยายผลคดีที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทยได้ถูกทางการออสเตรเลียจับกุม ว่า ในวันนี้ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) เข้าหารือพูดคุยเพื่อขยายผลทางคดี อาทิ ข้อมูลการให้ปากคำของแอร์สาวไทย ข้อมูลการเดินทางในวันดังกล่าว รายชื่อผู้รับพัสดุปลายทาง เป็นต้น ก่อนที่แอร์สาวไทยจะถูกทางการออสเตรเลียจับกุม รวมถึงแลกเปลี่ยนประสานงานทางด้านข้อมูลการข่าวเกี่ยวกับขบวนการลักลอบค้ายาเสพติดข้ามชาติทุกมิติ

อย่างไรก็ตาม ในการเดินทางไปส่งสินค้าของแอร์สาวในวันที่ 25 มิ.ย.ถือเป็นไฟล์ทบินการทำงานของเธออยู่แล้ว ที่จะต้องเดินทางไปยังท่าอากาศยานเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เบื้องต้นพบว่าไม่ได้มีการแลกไฟล์ทเที่ยวบินกับเพื่อนแต่อย่างใด หรือที่ในวงการเรียกว่า On duty ซึ่งปกติแล้วแอร์สาวรายนี้ก็มักจะมีไฟล์ทบินไปยังเมลเบิร์นบ่อยอยู่แล้ว และยังไม่มีสิ่งใดที่บ่งชี้ว่าแอร์สาวอยู่ในขบวนการค้ายาเสพติด แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ได้ปักใจทั้งสองด้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็มีการตั้งข้อสังเกตในหลากหลายประเด็นไว้ เนื่องจากทางการออสเตรเลียค่อนข้างเข้มงวดในเรื่องยาเสพติด แต่เหตุใดแอร์สาวรายนี้จึงรับฝากหิ้วของไปยังประเทศปลายทาง โดยหากดูจากแอร์โฮสเตสส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีใครรับฝากหิ้วของจากคนคนนี้ หลายคนจะระมัดระวังอย่างมาก แต่การที่แอร์สาวรายนี้ไปรับฝากหิ้วของไปประเทศปลายทางออสเตรเลีย ก็ค่อนข้างเป็นความเสี่ยงสูง ในขณะเดียวกันราคาที่น้องรับจ้างหิ้วฝากของกลับอยู่ในเรทราคาต่ำ เพียง 8,800 บาทเท่านั้น 

...


ซึ่งก็เป็นที่น่าสงสัยว่าสมเหตุสมผลอย่างไรหรือไม่ อีกทั้งที่พักอาศัยของครอบครัว หรือแม้กระทั่งไลฟ์สไตล์ชีวิตของน้องก็ไม่ได้หรูหรา การจะด่วนสรุปว่าน้องตกเป็นเหยื่อในขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถสรุปได้ในทันที เพราะจะต้องขยายผลดูให้ครบรอบด้านก่อน และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนมีหน้าที่ตั้งคำถามและข้อสังเกตเพื่อคลี่คลายและพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพื่อจะได้ตัดข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ออกไปได้

สำหรับกรณีที่ ป.ป.ส. จะต้องหารือกับตำรวจทางการออสเตรเลียในวันนี้ เราก็อยากรู้ด้วยว่าบุคคลที่เป็นผู้รับพัสดุปลายทางจากน้องคือใคร และต้องเข้ารับกี่โมง หรือน้องจะต้องเดินทางไปส่งให้จุดหมายปลายทางใดต่อไปหรือไม่ เนื่องจากพัสดุดังกล่าวมีการระบุชื่อผู้รับปลายทางอยู่แล้ว ทราบว่าเป็นชื่อภาษาอังกฤษ แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่า ชื่อนั้นแอบอ้างเป็นคนไทย หรือจะเป็นคนชาวต่างชาติสัญชาติใดหรือไม่


น.ส.อารีภักดิ์ กล่าวว่า สำหรับบัญชีแอคเคาท์ เฟซบุ๊กที่ชื่อว่า “Rose Rose” ที่ได้มีการทักแชตข้อความ หาแอร์สาวไทยในช่วงวันที่ 18 มิ.ย.- 19 มิ.ย.นั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างการขยายผลอย่างเข้มข้น ว่าใครอยู่เบื้องหลังการใช้งานบัญชีดังกล่าว เพราะว่าหลังเกิดเหตุขึ้น บัญชีแอคเคาท์ ได้มีการปิดตัวลงทันที จึงทำให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีของ ป.ป.ส. จะต้องไปตรวจสอบประวัติการใช้งานของบัญชีดังกล่าวที่ผ่านมา ยังพบว่าบัญชีดังกล่าวได้มีการทักแชตหว่านแหไปยังลูกเรือหลายราย 

ทั้งนี้ กรณีที่มีบัญชีแอคเคาท์ ใน TikTok ที่ใช้ชื่อว่า “แป้งที่ไปว่าแป้ง” ได้ตระเวนทักแชตหาลูกเรือเพื่อขอฝากหิ้วของไปยังประเทศออสเตรเลียนั้น จะเป็นบุคคลเดียวกับ “Rose Rose” ที่ทักแชตมาหาแอร์สาว ที่ถูกจับกุมหรือไม่นั้น ตนขอเรียนย้อนไทม์ไลน์ว่า แอร์สาวได้มีการประกาศลงใน เฟซบุ๊ก ว่าตัวน้องรับหิ้วของ ทำให้บัญชี เฟซบุ๊ก ชื่อ “Rose Rose” จึงทักเข้าไปในแชตข้อความหาน้อง จึงยังไม่สามารถด่วนสรุปในตอนนี้ได้ว่าบัญชีเฟซบุ๊ก  ชื่อ “Rose Rose” จะเป็นผู้ใช้งานเดียวกันกับบัญชีใน TikTok ที่ชื่อ “แป้งที่แปลว่าแป้ง” ที่ตระเวนทักหาลูกเรือหลายคนในช่วงที่ผ่านมา เพราะอาจจะมีวิธีการภายในกลุ่มขบวนการก็เป็นไปได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องขยายผลพิสูจน์ทราบก่อน แต่ไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างใกล้เคียง และเมื่อเกิดการจับกุมขึ้น ก็มีการทยอยปิดแอคเคาท์ทันที 

สำหรับกรณีที่คืนวันที่ 30 มิ.ย.ได้มีไรเดอร์ผู้ชายเดินทางเข้าลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ เพื่อยืนยันว่าตนเองมีหน้าที่ส่งพัสดุเพียงเท่านั้น และเป็นการเข้าเวรแทนเพื่อนที่หยุดวันอังคาร เพราะโดยปกติแล้วตนเองไม่ได้วิ่งส่งพัสดุในเส้นทางนี้นั้น ตนได้รับรายงานว่า ไรเดอร์ชายคนดังกล่าวนี้ ไม่ใช่คนเดียวกันกับที่ส่งพัสดุให้แอร์สาวที่คอนโดฯ ในวันที่ 22 มิ.ย.เนื่องจากไรเดอร์ชายรายนี้ ได้เข้าส่งพัสดุที่คอนโดฯ ในวันที่ 23 มิ.ย. จึงเป็นคนละคนกัน แต่เราต้องขอขอบคุณที่ไรเดอร์ชายได้แสดงความบริสุทธิ์ใจ อาจเนื่องด้วยมีคลิปวิดีโอปรากฏออกไปตามหน้าสื่อมวลชน ทำให้สังคมเข้าใจไปว่าไรเดอร์ชายรายนี้คือคนที่ส่งพัสดุให้กับแอร์สาว แต่จริง ๆ แล้วไรเดอร์ตัวจริงที่ส่งพัสดุให้กับแอร์สาว ยังไม่ได้มีการประสานขอเข้าพบหรือให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด 

อีกทั้งเมื่อย้อนดูกล้องวงจรปิดของคอนโดฯ ก็พบว่ามีผู้ส่งพัสดุที่มีไทม์ไลน์เวลาใกล้เคียงกัน 2 ราย ที่อาจเกี่ยวข้องกับการส่งพัสดุให้แอร์สาว ประกอบด้วย ไรเดอร์ชายที่ขับมอเตอร์ไซค์ (แอปขนส่งเอกชน) มาส่งพัสดุยังคอนโดฯ ในช่วงเที่ยงของวันที่ 22 มิ.ย.และอีกคน คือ มีการขับรถยนต์เก๋งเข้ามาส่งพัสดุเช่นเดียวกัน และถือกล่องลังพัสดุขนาดใหญ่เหมือนกัน จึงยังอยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบว่าใครคือคนส่งพัสดุให้กับแอร์สาว ทั้งนี้ พอมีการส่งพัสดุในช่วงเที่ยงแล้ว แอร์สาวก็ได้กลับเข้าคอนโดฯ เวลาประมาณ 14.00 น. และถือกล่องพัสดุขึ้นห้องไป

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า เมื่อเวลา 10.45 น.ไรเดอร์ที่เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ ได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และในวันเดียวกัน เวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ได้ร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลีย

...


โดยมีรายงานว่า เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ (1 ก.ค.69) นายกิตติกร พนักงานส่งพัสดุของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.วิโรจน์ ตัดโส ผกก.สภ.สำโรงเหนือ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังปรากฏภาพจากกล้องวงจรปิดว่าตนเป็นผู้ส่งพัสดุให้กับแอร์โฮสเตสของสายการบินไทย ซึ่งตกเป็นข่าวถูกทางการออสเตรเลียจับกุมในคดียาเสพติด

นายกิตติกร เปิดเผยว่า ตนเพิ่งเข้าทำงานเป็นพนักงานส่งพัสดุของบริษัทดังกล่าวได้ประมาณ 1 ปี 2 เดือน โดยในวันเกิดเหตุ คือวันที่ 23 มิถุนายน ได้นำพัสดุชิ้นดังกล่าว และพัสดุอื่นอีกหลายชิ้น ซึ่งส่งมาจากคลังสินค้าใหญ่เข้ามาคัดแยกที่คลังสินค้าย่านสำโรงเหนือ ก่อนจะนำพัสดุขึ้นรถจักรยานยนต์ออกไปส่งตามขั้นตอนปกติ โดยทราบเพียงว่าต้นทางของกล่องพัสดุระบุส่งมาจากย่านเทียนทะเล และมีการสแกน QR Code ตามระบบทุกขั้นตอน

จากนั้นตนได้นำพัสดุไปส่งยังคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านบางนา ซึ่งเป็นที่พักของแอร์โฮสเตสรายดังกล่าว โดยนำกล่องพัสดุไปวางไว้ที่บริเวณโต๊ะรับพัสดุหน้าห้องนิติบุคคลของคอนโด ก่อนเดินทางกลับไปปฏิบัติงานตามปกติ ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าไม่ทราบว่าภายในกล่องเป็นสิ่งของประเภทใด และไม่พบความผิดปกติใดๆ ในลักษณะของพัสดุ จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนยาเสพติดแต่อย่างใด

นายโต๊ด ระบุว่า ภายหลังเห็นภาพของตนปรากฏตามสื่อมวลชน จึงรีบเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง และยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกเข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด พร้อมย้ำว่าการทำงานของตนเป็นไปตามระบบของบริษัททุกขั้นตอน ไม่มีเจตนาหรือพฤติการณ์ใดที่ส่อไปในทางกระทำผิด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมตรวจสอบข้อมูลการจัดส่งพัสดุแล้ว ไม่พบความผิดปกติในขั้นตอนการขนส่ง จึงอนุญาตให้นายโต๊ดเดินทางกลับได้ก่อน และจะเรียกตัวมาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในคดีต่อไป.

...