ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ระงับเงินผู้เสียหายทันกว่า 1.2 ล้านบาท หลังสถิติรับแจ้ง 7 วัน พุ่งทะลุ 5 พันคดี พบในรอบสัปดาห์ “กทม. - เชียงใหม่ - นนทบุรี” เป็น 3 พื้นที่แดงโดนโกงสูงสุด

วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 21-27 มิ.ย.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,092 คดี มูลค่าความเสียหาย 160,206,821 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 14-20 มิ.ย.69 จำนวน 30 คดี แต่กลับพบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 5.99 ล้านบาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด มีจำนวนคดีอยู่ที่ 4,146 คดี ครองสัดส่วนถึง 81.4% ของคดีทั้งหมด ขณะที่ “การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน” แม้จำนวนคดีจะน้อยกว่า แต่กลับเป็นกลุ่มที่สร้างความเสียหายเชิงมูลค่าสูงที่สุดในสัปดาห์นี้ โดยสูงถึง 46.89 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นระหว่างภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับภัยคุกคามที่สร้างผลกระทบรุนแรง

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสถิติจังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุดและมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด 3 อันดับด้วยกัน ได้แก่

1. กรุงเทพมหานคร ที่มีการแจ้งความไว้ 71 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 11.6 ล้านบาท

2. เชียงใหม่ ที่มีการแจ้งความไว้ 24 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 5 แสนบาท

3. นนทบุรี มีการแจ้งความ 17 คดี มีมูลค่าความเสียหาย 60,000 บาท

...

ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 21-30 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมานานหลายสัปดาห์ติดต่อกัน และเมื่อจำแนกตามประเภทคดีพบว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับ 3 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่าง ๆ ประกอบกับประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 5 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 72 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 1,207,875 บาท

โดยมีเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ ดังนี้

เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ War Room ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลำผักชี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นชายวัย 35 ปี หลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพหลอกลงทุนออนไลน์ สูญเงินกว่า 800,000 บาท โดยผู้เสียหายได้ร่วมลงทุนทางออนไลน์ ก่อนจะถูกลวงให้เข้าไปพูดคุยต่อในแอปพลิเคชัน LINE จากนั้นสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการให้ผลตอบแทนจริงในครั้งแรกเพื่อให้ตายใจ ซึ่งในการช่วยเหลือครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ War Room ศูนย์ ACSC ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลำผักชี ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบบ้านพักเพื่อระงับการโอนเงินทันที แต่เนื่องจากผู้เสียหายไม่อยู่บ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้โทรศัพท์ติดต่อ พร้อมอธิบายกลโกงของกลุ่มมิจฉาชีพ พร้อมให้โทรแจ้ง 1441 เพื่ออายัดบัญชีธนาคารและเพื่อแจ้งความในเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว

เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่วอร์รูม ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.จว.กาฬสินธุ์ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิง อายุ 62 ปี หลังพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีต้องสงสัย จากการสอบถามผู้เสียหายแจ้งว่า เป็นการโอนเงินให้กับเพื่อนของบุตรชาย ซึ่งทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างด้วยกัน และหลานชายได้มีการทำสัญญากู้ยืมไว้เป็นหลักฐาน จำนวน 500,000 บาท โดยได้โอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายไปยังบัญชีต้องสงสัย เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.69 เวลา 14.36 น. จำนวน 500,000 บาท 

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ไปพบผู้เสียหาย เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ พร้อมกับเชิญผู้เสียหายซักถามในประเด็นที่เกี่ยวข้องที่ สภ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ และได้ประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของบัญชีทราบว่า หากมีการกระทำใดเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถโทรแจ้งผ่านหมายเลข 1441 ได้ตลอดเวลา

เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่วอร์รูม ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สุทธิสาร เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิง อายุ 59 ปี หลังมีการโอนเงินให้กับมิจฉาชีพ โดยจากการสอบถามทราบว่า ผู้เสียหายรู้จักมิจฉาชีพผ่านทางเฟซบุ๊ก ชื่อเพจ ครูนิพัน ก่อนจะมีการแนะนำเทรดแบบง่ายๆ ต่อมา ผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้แอดไลน์คุยเพื่อเทรดหุ้นทอง โดยอ้างว่าเป็นการโอนเงินผ่านนายหน้า โดยได้ทำการโอนไปจำนวน 10 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 450,000 บาท ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้อธิบายกลโกงมิจฉาชีพ พร้อมกับแนะนำให้โทรอายัดบัญชีที่ 1441 พร้อมกับรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมแจ้งความดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป

นอกจากนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอแจ้งเตือนประชาชนให้ระวัง มิจฉาชีพชวน “ย้ายคุยนอกแอป” หลุมพรางยอดฮิต สู่ห้องแชตลับที่มีแต่หน้าม้า

...

ปัจจุบันภัยบนโลกออนไลน์ทวีความรุนแรงและมาในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าและบริการ การชักชวนทำงานออนไลน์ หรือการหลอกลงทุนอ้างผลตอบแทนสูง โดยมีพฤติกรรมเด่นคือ “การชักชวนให้ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น” เช่น Line หรือ Telegram

รูปแบบการหลอกลวงพบว่ามิจฉาชีพจะเริ่มทักทายหรือลงโฆษณาผ่านทางแพลตฟอร์มหลัก เช่น Facebook, TikTok, Instagram หรือแอปพลิเคชันซื้อขายสินค้าและแอปหาคู่ จากนั้นจะใช้ข้ออ้างต่างๆ เพื่อดึงออกจากแพลตฟอร์มหลัก อ้างเหตุผลเพื่อความสะดวก ระบบแจ้งเตือนไว หรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล แต่แท้จริงแล้วเป็นอุบายเพื่อดึงเหยื่อเข้าสู่ “กลุ่มแชตที่มีแต่หน้าม้า” ซึ่งคนกลุ่มนี้จะใช้บัญชีอวตารมาคอยส่งรีวิวปลอม โชว์สลิปโอนเงิน และโพสต์ภาพกำไรปลอมๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือรุมกดดันจนเหยื่อหลงเชื่อและยอมโอนเงินในที่สุด

ดังนั้น หากมีการติดต่อซื้อขายสินค้าหรือลงทุนออนไลน์ แล้วถูกชักชวนให้ “ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น” ขอให้ท่านตั้งสติ และอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นกลอุบายของมิจฉาชีพในการดึงเข้ากลุ่มหน้าม้าเพื่อหลอกลวง ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้ตรวจสอบอย่างรอบคอบทุกครั้งก่อนตัดสินใจโอนเงิน เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หากพบเบาะแสหรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง