สาวลูกครึ่งไทย-ฮ่องกง ร้อง "สายไหมต้องรอด" อ้างถูกหมอดูคนดังหลอกทำพิธีเรียกผัว สูญเงินกว่า 30 ล้าน สุดท้ายก็ไม่กลับมา ซ้ำแจ้งความดำเนินคดี เจอตำรวจเรียกเงินค่าดำเนินการอีก

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 มิ.ย.69 ที่ศูนย์ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด ถนนวัดเกาะ เขตสายไหม กทม. น.ส.เพชรรินทร์ อายุ 47 ปี มีตำแหน่งเป็นเลขานุการ ของบริษัทขนส่งเรือสินค้าแห่งหนึ่งที่ฮ่องกง นั่งเครื่องบินลัดฟ้าเดินทางมาร้องขอความช่วยเหลือนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด และนายนิรันดร์ เกแง้ว ผู้ร่วมก่อตั้ง เพื่อขอความเป็นธรรม เนื่องจากตนเองเสียรู้ หมอดูคนดัง ซึ่งเปิดเพจในเฟซบุ๊ก โดยอ้างว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้วตัวเองใช้ชีวิตคู่กับสามีชาวฮ่องกง มีปัญหาจับได้สามีมีชู้ จึงตัดสินใจพึ่งหมอดู โอนเงินค่าทำพิธีต่างๆ ไปให้นับ 100 ครั้ง ในเวลา 3-4 ปี สูญเงินไปกว่า 30 ล้านบาท หลังไปแจ้งความ กลับถูกตำรวจเรียกเงินทำคดีนับแสนบาท

น.ส.เพชรรินทร์ เผยว่า พ่อตนเป็นชาวฮ่องกง ตนโต และทำงานพักอาศัยอยู่ที่ฮ่องกง มีบัตรประชาชนไทย และบัตรประชาชนชาวฮ่องกง เมื่อ 4 ปีที่แล้วจับได้สามีไปมีชู้ จึงหันไปพึ่งหมอดู โดยค้นหาเพจหมอดูทางเฟซบุ๊ก กระทั่งไปเจอเพจหนึ่ง และได้มีการทักแชตไปคุย กระทั่งได้ติดต่อกันทางไลน์เพื่อดูดวง แรกๆหมอดูทักว่า สามีชาวฮ่องกงของตนโดนชู้ชาวฮ่องกง บินมาทำของใส่ที่ประเทศไทย หมอดูก็ขอให้ถ่ายภาพบัตรประชาชนของตนส่งให้ เพื่อเสริมดวง จากนั้นหมอดู ก็พูดจาหว่านล้อมให้ตนโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารตามที่เขาบอก เพื่อเป็นค่าทำพิธีผูกดวงให้ ถ้าไม่ทำพิธีกรรมตามที่บอก จะทำให้ผิดครู และชีวิตจะเกิดความฉิบหาย ไม่เจริญ ตนเกิดความกลัวหลงเชื่อโอนเงินไปทำพิธีกรรม จากนั้นหมอดูก็ส่งน้ำมันพรายจากประเทศไทยมาให้ที่ฮ่องกง เพื่อใช้ดื่มกินและอาบ หลังจากตนดื่มกินน้ำมันพรายเข้าไป ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาด คือตนมักจะฝันเห็นสิ่งลี้ลับมาหาตนอยู่ตลอด ทำให้ตนเชื่อว่าหมอดูคนนี้แม่น และมีวิชาอาคมจริงๆ

...

จากนั้นหมอดูได้หลอกลวงให้ตนโอนเงินค่าทำพิธีต่างๆไปให้นับ 100 ครั้ง เป็นเวลา 3-4 ปี ทำตนสูญเงินไปกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งมีสลิปการโอน จนหมดเนื้อหมดตัว เป็นหนี้สินมากมาย แต่สามีก็ไม่กลับมา

น.ส.เพชรรินทร์ ยังกล่าวอีกว่า วันที่ตนได้สติ คือวันที่บัตรประชาชนฮ่องกงของตนหมดอายุ ตนจึงเดินทางไปทำบัตรประชาชนใบใหม่ จู่ๆ ตนก็ได้สติ รู้ว่าที่ผ่านมาถูกหลอก จึงตัดสินใจเดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจ ที่ สน.แห่งหนึ่ง ซึ่งเพื่อนตนแนะนำ กลับถูกเรียกเงินค่าทำคดีรวมนับแสนบาท ตนยอมจ่ายไปหลายครั้งแต่คดีไม่คืบหน้า จึงตัดสินใจมาร้อง เพจสายไหมต้องรอด

ด้าน นายเอกภพ กล่าวว่า คดีนี้ไม่น่าซับซ้อน เพราะมีเอกสารการโอนเงินครั้งละ 3-4 แสนบาทชัดเจน ส่วนเรื่องเงินค่าทำคดีต่างๆ จะประสาน ผกก.สน.ประเวศ ตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนที่ผู้เสียหายกล่าวอ้างว่าโอนเงินให้ตำรวจ 5-6 คน เป็นค่าดำเนินการ มีทั้งระดับสารวัตร ผู้กองถึงจ่าก็มี เพื่อให้สังคมหายสงสัยว่าการทำงานของตำรวจต้องเสียเงินค่าดำเนินการเรื่องคดีด้วยหรือ