ตำรวจแถลงผลเปิดปฏิบัติการระเบิดรังมังกร ขยายผลคดี "หมิงเฉิน ซัน" พบเป็นหนึ่งในผู้บงการอาชญากรรมข้ามชาติ การเงินเชื่อมโยงเครือข่าย "เฉิน จื้อ" อายัดทรัพย์เพิ่มเกือบ 600 ล้าน
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 12 มิ.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ช่วยราชการ บช.สอท. พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง ผบช.จตร. ช่วยราชการ บช.สอท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ร่วมแถลงผลเปิดปฏิบัติการระเบิดรังมังกร ขยายผล “หมิงเฉิน ซัน” จีนเทาซุกคลังแสง โยงสแกมเมอร์เครือ Prince Group ค้น 14 จุด ยึดทรัพย์กว่า 583 ล้าน
พล.ต.ท.สุรพล กล่าวว่า คดีนี้เริ่มต้นจากเมื่อปี 2564 มีผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้ลงทุนผ่านแพลตฟอร์มปลอมในลักษณะ Hybrid Scam โดยคนร้ายใช้สื่อสังคมออนไลน์สร้างความสัมพันธ์กับผู้เสียหาย ก่อนชักชวนให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลและหลอกโอนเงินเข้าสู่ระบบบัญชีม้า เมื่อตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกกล่าวโทษกับผู้กระทำผิด รวม 5 คดี จากในหลายพื้นที่ ได้แก่ คดีอาญาของ สน.ดินแดง ที่ 462/2564, คดีอาญาของ สภ.หนองขาม จว.ชลบุรี ที่ 727/2564, คดีอาญาของ สน.บางเขน ที่ 1471/2565, คดีอาญาของ สน.ศาลาแดง ที่ 452/2565 และคดีรับแจ้งความออนไลน์ของ บก.สอท.2
...
จึงทำการสืบสวนสอบสวนอย่างต่อเนื่อง พบว่าทั้ง 5 คดี ผู้เสียหายถูกหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มแตกต่างกัน แต่เงินของกลุ่มผู้เสียหายกลับถูกนำเข้าสู่ระบบฟอกเงินอย่างสลับซับซ้อน ผ่านบัญชีม้า การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และระบบการเงินใต้ดิน ก่อนถูกส่งต่อไปยังกลุ่มผู้จัดการทางการเงิน จนไปถึงผู้รับผลประโยชน์ระดับบนของเครือข่ายกลุ่มเดียวกัน จึงพิสูจน์ได้ว่าคดีที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเดียวกัน
เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน รวมทั้งธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ต้องหาในคดี Hybrid Scam ทั้ง 5 คดี ตำรวจพบหลักฐานความเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายของ “นายหมิงเฉิน ซัน” (MR.MINGCHEN SUN) อายุ 30 ปี สัญชาติจีน ที่ได้ประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ก่อนตรวจค้นพบอาวุธปืนพกสั้น Glock 26 จนนำไปสู่การตรวจค้นที่พักไปพบอาวุธสงครามและระเบิดทำลายล้างสูงจำนวนมาก ก่อนมีการดำเนินคดี โดยมีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องในส่วนนี้แล้ว จำนวน 11 ราย รวม 7 คดี อีกทั้งพบความเชื่อมโยงกับคดีอาชญากรรมออนไลน์แล้ว จำนวน 4,143 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 815 ล้านบาท
โดยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้หลายหน่วยงานร่วมกันตรวจสอบเส้นทางการเงินในเชิงลึก จนพบข้อมูลว่าเงินของผู้เสียหายในคดีนี้ ยังมีความเชื่อมโยงอย่างสลับซับซ้อนกับบัญชีธนาคารของ “นายหมิงเฉิน ซัน” ซึ่งเป็นผู้รับโอนเงินจำนวนมหาศาลผ่านบัญชีธนาคารหลายบัญชี จากบุคคลสัญชาติในเครือข่ายเดียวกันหลายราย รวมกว่า 100 ล้านบาท อีกทั้งมีหลักฐานความเชื่อมโยงทางการเงินกับบุคคลสำคัญในคดี และผู้เกี่ยวข้องกับการถือครองทรัพย์สิน
จากการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง ทำให้พบข้อมูลทางการเงินดังกล่าวมาบรรจบกัน เชื่อมโยงไปยังนายหมิงเฉิน ซัน ในฐานะผู้รับผลประโยชน์และหนึ่งในผู้บงการองค์กรอาชญากรรมดังกล่าว และบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งไทยและต่างชาติอีกหลายราย ซึ่งมีปลายทางเชื่อมโยงไปยังบุคคลและนิติบุคคลในเครือข่าย Prince Group ของ นายเฉิน จื้อ (CHEN ZHI) ซึ่งเชื่อว่าคือผู้รับผลประโยชน์สุดท้ายของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายค้นเป้าหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ กรุงเทพฯ จ.สมุทรปราการ และ จ.เชียงใหม่
ต่อมา พล.ต.ต.ทินกร รังมาตร์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พ.ต.อ.เธียรธวัช อรรจนะเวทางค์ รอง ผบก.สอท.1 พ.ต.อ.ปรีดา คงจัด รอง ผบก.สอท.1 นำกำลังตำรวจในสังกัดกว่า 100 นาย เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายที่พบความเชื่อมโยงในคดีนี้รวม 14 จุด ประกอบด้วยพื้นที่กรุงเทพฯ 10 จุด จ.สมุทรปราการ 3 จุด และในพื้นที่ จ.เชียงใหม่อีก 1 จุด
...
ผลการตรวจค้นสามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดได้หลายรายการ อาทิ ห้องชุดในโครงการระดับลักชัวรี ราคาแพงลิบลิ่วกลางกรุงย่านลุมพินี กรุงเทพฯ มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านในโครงการหรูระดับมาสเตอร์พีชย่านกรุงเทพกรีฑา กทม. ราคากว่า 75 ล้านบาท บ้านหรูในโครงการระดับพรีเมียมย่านบางนา กรุงเทพฯ มูลค่านับสิบล้านบาท วิลล่า โฉนดที่ดิน รถยนต์หรู สมุดบัญชีธนาคาร บัตรเครดิต เอกสารทางการเงิน เอกสารการถือครองทรัพย์สิน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และพยานหลักฐานดิจิทัลจำนวนมาก รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ได้ยึดอายัดไว้แล้วทั้งหมด รวมมูลค่ากว่า 583 ล้านบาท
จากนั้นสอบพยานหลักฐานที่ยึดอายัดได้จากการตรวจค้นทั้ง 14 จุด พบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการถือครองทรัพย์สินแทน การเคลื่อนย้ายเงิน การบริหารจัดการทรัพย์สิน และความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลในเครือข่าย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก โดยเชื่อว่าสามารถขยายผลไปสู่การดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมได้อีกหลายราย รวมทั้งขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตามพยานหลักฐานที่ปรากฏต่อไป