ตำรวจเรียกสอบปากคำกลุ่มวัยรุ่นตะลุมบอนผู้บริหารบริษัทประกัน สลบหน้าห้องน้ำภายในคอมมูนิตี้มอลล์กลางเมืองเชียงใหม่ ล่าสุดคู่กรณีงัดคลิปอีกมุมมาเป็นหลักฐานสู้คดี


จากกรณีโลกออนไลน์แชร์คลิปวิดีโอเหตุทะเลาะวิวาทภายในคอมมูนิตี้มอลล์กลางเมืองเชียงใหม่ ส่งผลให้ผู้จัดการระดับภาคของบริษัทประกันภัยชื่อดังได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 3 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมานั้น

ล่าสุดวันนี้ (5 มิ.ย. 69) มีรายงานว่า ทางฝ่ายวัยรุ่นคู่กรณีพร้อมทนายความได้เข้าพบตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ พร้อมกับรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งทางฝ่ายวัยรุ่นไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ แต่ได้มีตัวแทนชื่อน้องกิ๊ฟซี่ (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี แฟนสาวของชายวัยรุ่นได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

น้องกิ๊ฟซี่ เล่าว่า เธอรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ตั้งใจจะมาเที่ยวฉลองวันเกิดกับเพื่อนในกลุ่มแต่มาเจอเหตุการณ์แบบนี้ โดยที่เรื่องที่เกิดขึ้น อีกฝั่งมากระทำกับพวกเธอก่อน ทางผู้ได้รับบาดเจ็บได้เข้ามาหาที่โต๊ะและมาขายประกัน ซึ่งพวกเธอก็โต้ตอบไปว่ายังไม่ซื้อเพราะมีประกันหลายฉบับแล้ว ระหว่างนั้นก็นั่งดื่มกินกันเรื่อย ๆ ไม่มีปากเสียงกัน

...

กระทั่งร้านจะปิดก็ให้เพื่อนสาวนั่งรอในร้าน แต่ตัวเธอจะไปเอารถที่ลานจอดรถ แต่ระหว่างนั้นฝ่ายกลุ่มประกันก็ตามตื้อมาจนถึงรถ และมีปากเสียงกัน จากนั้นก็ได้มีการดึงแขนเพื่อนสาวไป และมีคนเข้าไปในรถ ซึ่งคนที่ไม่รู้จักกันจะเข้าไปทำไม? กระทั่งแฟนหนุ่มเธอมาเห็นจึงได้มีปากเสียงกันตามคลิปเลย ซึ่งเธอยังบอกว่ายังมีหลักฐานอีกแต่ยังปล่อยไม่หมด โดยทั้งหมดจะใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับฝ่ายตรงข้าม

โดยมีการเปิดเผยคลิปจากกล้องหน้ารถคันหนึ่งที่บันทึกภาพชายเสื้อสีแดงเดินไปยังรถตู้อเนกประสงค์ป้ายแดงที่จอดอยู่บนถนนภายในคอมมูนิตี้มอลล์ จากคลิปจะเห็นชายเสื้อแดง พุ่งตัวเข้าไปในรถคันดังกล่าว จากนั้นได้มีกลุ่มชายหญิงใส่เสื้อสีแดงไปช่วยกันนำตัวชายเสื้อแดงออกมาจากรถ

อีกคลิปจะเห็นชายเสื้อสีแดงไปกระชากคอเสื้อหนุ่มเสื้อเชิ้ตสีดำ พร้อมพูดว่า “อย่าห้าว” ก่อนที่ภาพเหตุการณ์จะตัดไปที่คลิปตะลุมบอนชกต่อยกันนัว ที่บริเวณหน้าห้องน้ำ ซึ่งจะเห็นชายเสื้อสีแดง หรือที่ทุกคนเรียกว่าพี่เอกนอนสลบหน้าห้องน้ำ โดยที่มีฝ่ายคู่กรณีเข้ามาชกต่อยและขึ้นคร่อม

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พูดกับ นายกันตเมศฐ์ หนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในส่วนของฝั่งผู้เสียหายที่ถูกทำร้ายร่างกาย โดยเป็นฝั่งของกลุ่มพนักงานและตัวแทนประกันของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งที่ไปจัดเลี้ยงในร้านเดียวกันกับกลุ่มวัยรุ่นคู่กรณี ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ฝั่งของตนได้ไปจัดเลี้ยงร้านอาหารแห่งหนึ่งในพื้นที่คอมมูนิตี้มอลล์ดังกล่าว 

หนึ่งในนั้นเป็นการเลี้ยงฉลองที่พี่เอก ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส กำลังได้รับตำแหน่งใหม่ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทประกันภัยชื่อดังที่จะขึ้นมาดูแลในพื้นที่ภาคเหนือ ส่วนคู่กรณีที่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นประมาณ 20 คน ก็ไปจัดเลี้ยงในร้านดังกล่าวเช่นเดียวกัน ส่วนตัวเองก็ได้รับบาดเจ็บตามใบหน้า ศีรษะ แขน และตามตัว เพราะใช้ตัวเองพยายามกันไม่ให้พี่เอกถูกทำร้ายซ้ำ

สาเหตุที่ทำให้เกิดการขัดแย้งกันนั้น น่าจะมาจากหนึ่งในกลุ่มของวัยรุ่นได้พูดคุยกับทั้งกลุ่มของฝั่งพนักงานประกันภัยว่าไม่ชอบการบริการของประกันภัยเจ้าที่พวกตนเองทำงานอยู่ หลังจากนั้นทางฝั่งของพนักงานประกันภัยก็ได้พยายามพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจและดูแลเรื่องเกี่ยวกับการประกันภัย โดยมีการขอแลก LINE และเบอร์ติดต่อกับกลุ่มของคู่กรณี ซึ่งก็เป็นไปด้วยดี ไม่ได้มีข้อทะเลาะวิวาทหรือข้อบาดหมางกันแต่อย่างใด ซึ่งมองว่าเรื่องก็น่าจะจบเป็นปกติแล้ว

แต่หลังจากจบงานเลี้ยง ทั้งสองกลุ่มก็ได้ออกจากร้าน โดยมีรถตู้ 2 คันจอดบริเวณลานจอดรถ ซึ่งเป็นฝั่งของคู่กรณี พี่เอกได้ไปพูดคุยกับกลุ่มคู่กรณีที่รถ แล้วตรงนั้นเกิดมีปากเสียงกัน ทางกลุ่มของพนักงานประกันก็ได้ไปพาพี่เอกออกมาจากจุดดังกล่าว และมายืนพูดคุยกันบริเวณหน้าห้องน้ำใกล้กับบันไดทางขึ้น ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุที่กล้องจับภาพได้ 

...

ขณะที่มีการชุลมุนทะเลาะวิวาทกัน โดยขณะที่ทางกลุ่มพนักงานประกันได้ยืนคุยกันอยู่ ก็มีกลุ่มของคู่กรณีที่วิ่งมาทำร้าย โดยชกเข้าที่ใบหน้าของตนเองก่อน หลังจากนั้นชายร่างใหญ่อีกคนก็พุ่งตรงไปชกเข้าที่ใบหน้าของพี่เอกหนึ่งครั้ง และซ้ำหลายครั้งจนพี่เอกล้มลงนอนหมดสติที่พื้น จากนั้นก็มีการชุลมุนกันขึ้น รวมทั้งมีการซ้ำไปที่ร่างกายและใบหน้าของพี่เอกที่สลบอยู่ แม้ว่าหลายคนจะพยายามห้ามและขอร้องไม่ให้ทำ แต่ก็มีการทำร้าย รวมทั้งมีการใช้ขวดไวน์ทุบทำร้ายร่างกายกันด้วย สุดท้ายฝั่งของตนก็ได้รับบาดเจ็บไป 4 คน เป็นผู้ชาย 3 คน ผู้หญิง 1 คน แต่ที่สาหัสที่สุดคือพี่เอก

ตอนนี้มองว่าต้นเหตุของความขัดแย้งไม่ได้จะบานปลายถึงขั้นการทำร้ายร่างกายที่รุนแรงและป่าเถื่อนกันขนาดนี้ เพราะมองว่าแค่ไม่พอใจกัน ด่าทอกัน ไม่จำเป็นต้องทำร้ายร่างกายกันแบบรุนแรงป่าเถื่อนเช่นนี้ จนเป็นสาเหตุให้ผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ซึ่งหลังจากเกิดเหตุก็มีการไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ไว้แล้ว

สำหรับอาการของพี่เอก เข้ารับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว และยังต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ในห้อง ICU เป็นผู้ป่วยวิกฤต เบื้องต้นพบว่ากะโหลกศีรษะแตกและไปกระทบกระเทือนกับสมอง ทำให้มีเลือดออกในสมองจนต้องผ่าตัดรักษา หลังจากนี้ก็ยังไม่รู้ว่าอาการต่อเนื่องจะเป็นอย่างไร

ทางฝั่งของผู้เสียหายได้นัดพูดคุยกันว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร สิ่งที่ห่วงมากที่สุดก็คือเรื่องของการดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาและให้ความเป็นธรรม เพราะว่าทางกลุ่มได้ยินมาว่าคู่กรณีมีพ่อเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นข้าราชการชั้นสูงที่คอยช่วยเหลือ และตั้งแต่เกิดเหตุในคืนวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการติดต่อขอโทษหรือเข้ามาดูแลเยียวยาทางกลุ่มผู้เสียหายแต่อย่างใด

...

ตอนนี้ก็หวังเพียงว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะช่วยดำเนินคดีให้ถูกต้องเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ในเรื่องของการทะเลาะวิวาทก็เป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็มีหลักฐานชัดเจน

ทั้งนี้มั่นใจว่า พี่เอก ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น ไม่น่าจะเป็นคนที่จะไปก่อเรื่องก่อน เพราะปกติเป็นที่รักของทุกคนทั้งเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนจนทำงาน เป็นคนที่สุภาพอ่อนน้อม ให้เกียรติผู้อื่น หลายคนยังมองว่าพี่เอกเป็นสุภาพบุรุษ มากที่สุดด้วยซ้ำ จึงเป็นที่รักของคนที่รู้จักและสนิทสนมด้วยอย่างมาก

ขณะที่ พันตำรวจเอก ปรัชญา ทิศลา ผู้กำกับ สภ.เมืองเชียงใหม่ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น 3 มิ.ย. ช่วงเวลาเที่ยงคืนได้มีบุคคลสองกลุ่ม วัยรุ่นและกลุ่มบริษัทประกันที่มางานเลี้ยง จากการตรวจสอบวงจรปิดในร้านไม่มีการกระทบกระทั่งกันแต่อย่างใด

จากการสอบสวนทั้งสองฝ่ายให้สาเหตุการทะเลาะวิวาทไม่ตรงกัน ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยทางฝ่ายประกันอ้างว่าถูกคอมเพลนการให้บริการของตัวแทนประกัน ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็เป็นลูกค้าเหมือนกัน ไม่พอใจตัวแทนประกัน แต่ฝั่งประกันก็ต้องการอธิบายให้เข้าใจ ขณะที่ฝั่งกลุ่มวัยรุ่นให้การอีกแบบหนึ่ง เรื่องการเสนอขายประกัน ซึ่งทางกลุ่มวัยรุ่นบอกว่าตัวเองมีประกันอยู่แล้วไม่ต้องการและตนเองมางานเลี้ยงไม่ใช่เวลาขายประกัน

...

หลังเกิดเหตุตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังรับแจ้งความก็ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุมาดูในคลิปว่าใครทำอะไร ใครเป็นคนลงมือก่อเหตุก่อน ใครเป็นคนห้าม ต้องมาแยกแยะ ซึ่งคดีนี้ถือว่าเป็นคดีที่ละเอียดอ่อนต้องใช้เวลาในการทำงาน ยืนยันจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โดยตำรวจได้แยกตัวผู้ร่วมก่อเหตุทะเลาะวิวาทมาทั้งหมด 7 คน เป็นฝั่งบริษัทประกัน 3 คน ฝั่งกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บ แต่ที่อาการสาหัสมี 1 รายคือฝั่งบริษัทประกัน

หลังมีการตรวจสอบพยานหลักฐานเสร็จวันนี้จึงได้เรียกกลุ่มวัยรุ่นมาแจ้งข้อกล่าวหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส แล้วแยกย่อยเป็นสำนวนต่างๆ ใครทำอะไรก็ต้องต่างกรรมต่างวาระ และอีกคดีเป็นร่วมกันทะเลาะวิวาทในที่สาธารณะต้องแจ้งข้อกล่าวหาแก่ทั้งสองฝ่าย