ตำรวจไซเบอร์ ตามรวบ 2 ผู้ต้องหาบัญชีม้ากลุ่มขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกเทรดทองออนไลน์ เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินให้มิจฉาชีพ 15 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 2.6 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ช่วยราชการ บช.สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 พ.ต.ท.สมพร บุตรวงศ์ และ พ.ต.ท.ธวัช ทุเครือ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3 นำกำลังเข้าจับกุม นายนันทนพ ยี่ภิญโญ อายุ 23 ปี ชาว จ.เชียงราย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุรินทร์ ที่ 235/2569 และน.ส.พัตรพิมล วงเส็ง อายุ 24 ปี ชาว จ.เชียงราย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุรินทร์ ที่ 236/2569
สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายเป็นชาย รับราชการในหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพทางแอปพลิเคชัน TikTok เมื่อพูดคุยกันไปสักระยะได้เริ่มชักชวนให้ผู้เสียหายลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจการเทรดทองคำดิจิทัลแบบออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม ZFX อ้างชื่อบริษัท A ZEAL COMPANY ZFX capital market (UK) Limited โดยแจ้งว่าเป็นธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศอังกฤษ และจดทะเบียนกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. ในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว
เมื่อผู้เสียหายสนใจร่วมลงทุนทางมิจฉาชีพ จึงแนะนำวิธีการลงทุนพร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจดังกล่าว นอกจากนี้มิจฉาชีพยังแสดงหลักฐานปลอมว่าเทรดแล้วได้กำไรจากการลงทุน จนถอนเงินออกครั้งละหลายแสนบาท จนสุดท้ายผู้เสียหายหลงเชื่อและตัดสินใจโอนเงินลงทุน โดยไปกู้ยืมเงินจากธนาคารต่างๆ หลายธนาคาร ก่อนโอนให้มิจฉาชีพ จำนวน 15 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 2,696,473 บาท หลังลงทุนไปแล้วได้ทวงถามเรื่องผลกำไร ก็ถูกบ่ายเบี่ยงด้วยเหตุผลต่างๆ จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย จึงรู้ตัวว่าถูกมิจฉาชีพหลอก ก่อนเข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ เพื่อดำเนินคดีกับคนร้าย
...
ต่อมาตำรวจชุดสืบสวน กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3 ทำการสืบสวนจนทราบว่า นายนันทนพ และน.ส.พัตรพิมล เป็นผู้ร่วมอยู่ในกลุ่มขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเปิดบัญชีม้ารองรับการโอนเงินจากเหยื่อ จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับ โดยสามารถติดตามจับกุมตัวนายนันทนพ และน.ส.พัตรพิมล ได้ในพื้นที่ จ.เชียงราย เบื้องต้นทั้งสองให้การรับสารภาพ
โดยตำรวจดำเนินคดีในความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” ก่อนควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป