"อดีตผู้บริหารค่ายมือถือดัง" เข้าพบตำรวจ สน.ลาดพร้าว ปมชนแล้วหนี ยืนยันไม่ได้เมาแล้วขับ พร้อมแจงสาเหตุที่ต้องขับรถออกจากที่เกิดเหตุ
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นายสหรัฐส์ อายุ 55 ปี อดีตผู้บริหารระดับสูงค่ายมือถือดัง พร้อมทนายความ เดินทางมาเข้าพบ พ.ต.ต.เอกพจน์ มณี สว.(สอบสวน) สน.ลาดพร้าว เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา กรณีที่ นายเอกลักษณ์ พ่อค้าออนไลน์ผู้เสียหาย ได้นำหลักฐานคลิปวิดีโอเข้าร้องเรียน เพจสายไหมต้องรอด ว่าถูกคู่กรณีขับรถชนท้าย และมีพฤติกรรมคล้ายคนเมาท้าต่อย ก่อนขับรถหลบหนีออกจากจุดเกิดเหตุ และไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์ โดยเหตุเกิดบริเวณถนนนวมินทร์ แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 7 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
พ.ต.ท.นุสรณ์ กฤติยะโชติ รอง ผกก. (สอบสวน) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว เผยว่า ในวันนี้เป็นการเชิญให้ฝ่ายคนชนมารับทราบข้อหาในความผิดฐานขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ทรัพย์สินเสียหายและข้อหาชนแล้วหนี ซึ่งเป็นการเรียกมาแจ้งข้อกล่าวหา หลังจากที่ผ่านมาได้นัดหมายให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยไกล่เกลี่ยหลายครั้ง โดยเรียกเจรจาครั้งแรกวันที่ 27 มีนาคม แต่ไม่สำเร็จ เพราะต่างฝ่ายต่างผิดนัด รวมทั้งบางนัดก็คุยกันไม่รู้เรื่อง ทำให้คดีเกิดความล่าช้า ส่วนที่มีการเชิญให้มาแจ้งข้อกล่าวหาในวันนี้ เป็นการนัดหมายเอาไว้ตั้งนานแล้ว เพียงแต่ว่าบังเอิญมาเป็นประเด็นข่าวเมื่อวานนี้ หลังจากที่ผู้เสียหายได้ไปร้องเพจสายไหมต้องรอด
สำหรับประเด็นที่คนชนอ้างว่าไปผิดสถานีตำรวจถึง 3 วัน ก่อนค่อยมาที่ สน.ลาดพร้าว นั้น เบื้องต้นฝ่ายคนชนอ้างว่าไม่มีเจตนาจะหลบหนี เพียงแต่ว่าเช้าวันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุ ได้เดินทางไปที่ สน.โคกคราม ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดและไปผิดท้องที่ แล้วหลังจากนั้นอีก 3 วันต่อมาถึงค่อยมารายงานตัวกับพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว เพราะมารู้ทีหลังว่าเป็นท้องที่ที่เกิดเหตุ
...
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่ปรากฏในคลิปต้องสงสัยว่าคนชนนั้นเมาแล้วขับหรือไม่นั้น ยอมรับว่าผ่านมาแล้วหลายเดือน ไม่สามารถที่จะตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายได้แล้ว ซึ่งการแจ้งข้อกล่าวหาเมาแล้วขับนั้น ต้องมีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ คือ ปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายประกอบสำนวน ซึ่งไม่มีหลักฐานส่วนนี้ ก็ไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาเมาแล้วขับได้
แต่จากพฤติการณ์ที่ชนแล้วหนี ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก็สามารถมาเอาผิดกับคนชนได้เช่นกัน ทั้งนี้ไม่อาจทราบเจตนาในใจของฝั่งคนชนได้ว่าที่หายไป 3 วัน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายหรือไม่ แต่ผิดในข้อหาชนแล้วหนีอยู่แล้ว
ส่วนคดีทำร้ายร่างกายนั้น เป็นคดีที่ฝั่งคนชนได้แจ้งความกลับฝั่งผู้ถูกชน ว่ามีการทำร้ายร่างกาย ซึ่งฝั่งคนชนอ้างว่ามีพยานหลักฐานเป็นกล้องหน้ารถของตัวเองและคลิปวิดีโอของคนถูกชน รวมทั้งได้นำพยานหลักฐานเป็นใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลที่ตรวจร่างกายหลังเกิดเหตุมายืนยันกับพนักงานสอบสวน ตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว ใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลเป็นเพียงแค่ประกอบการรักษาเพื่อลาหยุดงาน ไม่สามารถนำมาใช้ประกอบสำนวนคดีการทำร้ายร่างกายได้ ต้องเป็นใบรับรองแพทย์จากแพทย์นิติเวชเท่านั้น
ดังนั้น ฝ่ายคนชนจะต้องไปตรวจร่างกายกับแพทย์นิติเวช เพื่อให้ได้ใบรับรองแพทย์มาเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกาย เบื้องต้นจึงยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาฝั่งคนถูกชนในเรื่องทำร้ายร่างกาย แม้ว่าเวลาจะผ่านไปแล้วหลายเดือน ทางแพทย์นิติเวชก็สามารถนำข้อมูลการรักษาจากเวชระเบียนของแพทย์ผู้ทำการรักษาคนชน มาพิเคราะห์และออกใบรับรองแพทย์นิติเวชให้ได้
สำหรับประเด็นที่ผู้ถูกชนเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวน 170,000 บาทนั้น ตรงนี้เป็นประเด็นทางแพ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับคู่กรณีจะเรียกค่าเสียหายและประเมินจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หากเจรจากันไม่เป็นผล ก็ค่อยดำเนินการขึ้นศาลแพ่งต่อไป ส่วนที่ฝั่งคนถูกชนติดใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พูดชี้นำการเจรจานั้น การเจรจาไม่เคยมีการชี้ช่องแต่อย่างใด เพียงแต่อธิบายให้คนถูกชนเข้าใจว่า ถ้าฝั่งคนชนได้มาพบกับตำรวจในคืนนั้นหรือมาแจ้งว่าไปขับรถชนคนอื่นมา ก็จะไม่ผิดเรื่องชนแล้วหนี แต่ในเมื่อไม่มาพบตำรวจในคืนนั้น ก็จะมีความผิดฐานชนแล้วหนี มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะเดียวกัน ทางตำรวจก็ไม่ได้มีการลำเอียงหรือเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่ง โดยเฉพาะที่สงสัยว่าจะเข้าข้างฝั่งคนชนที่เป็นอดีตผู้บริหารค่ายมือถือหรือไม่ แล้วก็เป็นฝั่งคนชนที่ไม่ได้มาตามนัดด้วย จนต้องออกหมายเรียก จึงยืนยันว่าคดีนี้ไม่มีการช่วยเหลือทางคดีกับใครแต่อย่างใด พร้อมให้ความเป็นธรรมกันทุกฝ่าย พร้อมยืนยันว่าฝั่งคนชนไม่ได้เป็นเพื่อนกับสารวัตร สน.ลาดพร้าว ตามที่ฝ่ายถูกชนเข้าใจ ซึ่งได้มีการสอบถามสารวัตรนายดังกล่าวแล้ว ยืนยันว่าไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่อาจจะเป็นการเข้าใจผิดจากการที่สารวัตรนายนี้มักจะยิ้มแย้มเวลาพูดคุยกับทุกคน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของข้าราชการตำรวจที่มีอัธยาศัยดีกับประชาชน
ล่าสุด เมื่อเวลา 16.00 น. นายสหรัฐส์ ได้ให้สัมภาษณ์หลังเข้าพบพนักงานสอบสวนกว่า 2 ชั่วโมงว่า คดีนี้เป็นคดีจราจร สามารถเจรจาไกล่เกลี่ย ประนีประนอมกันได้ แต่ที่ผ่านมาฝั่งคู่กรณีไม่ไกล่เกลี่ยด้วย จึงจำเป็นต้องให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ส่วนคดีทำร้ายร่างกายซึ่งเป็นคดีอาญาก็ต้องว่ากันไป พร้อมยืนยันหลังเกิดเหตุไปผิด สน.จริง จึงไม่สามารถลงบันทึกประจำวันได้
แม้วันนี้จะแจ้งความดำเนินคดีอาญา ข้อหาทำร้ายร่างกายไปแล้ว ก็ยังเปิดโอกาสให้คู่กรณีเข้ามาเจรจา ยืนยันว่าในวันเกิดเหตุตนไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงไม่ได้เมาแล้วขับ ส่วนที่ต้องขับรถออกจากที่เกิดเหตุ เนื่องจากสถานการณ์ไม่ค่อยดี มีคนเยอะหวั่นไม่ปลอดภัย.