“บิ๊กเต่า” ไม่หนักใจโดน “โทน บางแค” ร้องเรียน แจงให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว ยืนยันเรื่องที่เกิดไม่ใช่การทวงหนี้ บอกอย่าเหลี่ยม! ทำอะไรรู้แก่ใจ ยังไม่ตัดสินใจจะฟ้องหรือไม่ ลั่นแค่โจรกระจอก
เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 8 พ.ค. 69 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. กล่าวถึงเรื่อง "โทน บางแค" และ "มาดามเก่ง" ต่างฝ่ายต่างออกมาให้สัมภาษณ์แต่ละมุมแต่ละประเด็น ว่า ความจริงแล้วต้องการให้ทั้ง 2 ฝ่ายออกมาพูดถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ส่วนตำรวจนั้นจะเป็นคนกลาง เราได้รับร้องขอให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหายและคู่กรณีเท่านั้น จากที่ฟังสัมภาษณ์ของโทน น่าจะเอาทุกเรื่อง ทุกเหตุการณ์มารวมกัน ทำให้พูดไม่หมด แต่ความจริง ไทม์ไลน์ของวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่นัดพบ โทนกับทนายความ เข้ามาพบตนที่ชั้น 27 ในห้องมีกันอยู่ 3 คน ยอมรับว่าตอนนั้นตนไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด รู้เพียงบางส่วน จึงยื่นข้อเสนอกับโทนด้วยความเจตนาสุจริตใจว่า ขณะนี้มาดามเก่ง ยังรอเคลียร์อยู่ พร้อมพูดย้ำไปว่า “อยากคุยไหม ถ้าไม่อยาก โทนก็กลับได้เลย” สุดท้ายโทนยินดีเจรจา เนื่องจากเป็นคนรู้จักกัน และคดีฉ้อโกง เป็นคดีที่ยอมความได้บางส่วน
ตอนนั้นบรรยากาศดูราบรื่น มีการแสดงทรัพย์สินเพื่อชดใช้รวมกว่า 50 ล้านบาท รวมถึงไม่มีการใช้คำหยาบคาย หรือใช้ความรุนแรงอะไร และจำได้ว่าในวงสนทนามีกันทั้งหมด 7 คน ใช้เวลาร่วมชั่วโมงเศษ สุดท้ายกับพลิก ทำให้การเจรจาล้มเหลว ส่วนการเจรจา 3 ฝ่ายตัวเลขตอนนั้นตรงกันอยู่ที่ประมาณ 360 ล้าน 1.สัญญา 120 ล้านบาท โดยเอาตึกมาค้ำประกัน เรื่องนี้มาดามเก่งและโทนจบกัน ไม่มีอะไรติดค้าง 2.สัญญา 180 ล้านบาท และ 66 ล้านบาท สองยอดนี้ยังไม่เป็นธรรม
...
ที่สัญญาไม่เป็นธรรม คือ พระที่ขายอ้างว่ามีมูลค่า 400-500 ล้านบาท แต่พอตรวจสอบจริง ราคาอยู่ที่ 40 ล้านบาท มาดามเก่งและทนายความ ยื่นข้อเสนอให้โทนเอาพระไปขายเอง หากขายได้เท่าไร ก็จ่ายคืนมาดามเก่งเพียง 180 ล้านบาท ส่วนถ้าได้กำไรมากกว่านี้ให้โทนเอาไปเลย แต่สุดท้ายไม่เป็นผล
ส่วนสัญญาที่ยังขาด ให้ขายทรัพย์สินที่โทนมีอยู่เอามาชดใช้หนี้ จะได้จบกัน ยอดยังขาดอยู่ร้อยกว่าล้านบาท ทำให้สัญญาไม่เป็นธรรม
พร้อมกับยืนยันว่า การนัดหมายในวันที่ 17 เมษายน โทนเป็นคนอยากเข้าพบตนเอง ผ่านการประสานงานของป๋อง สุพรรณ ที่รู้จักทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงตั้งแต่ปลายปี 2568 โทนพยายามจะเข้ามาชี้แจงกับตนหลายครั้ง เชื่อว่าเรื่องนี้ป๋อง สุพรรณ ไม่มีผลประโยชน์อะไรด้วย
ส่วนตนยืนยันได้ว่าการดำเนินการทุกอย่าง ไม่ได้เป็นการทวงหนี้ เป็นการพูดคุยเจรจาในฐานะคนรู้จักกันเท่านั้น หรือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับทั้ง 2 ฝ่ายได้มาคุยกัน ไม่ได้ขัดแย้งอะไร แต่ต้องบอกว่า “ทางฝ่ายผู้เสียหายมีพยานหลักฐาน แต่มันจะถึงเวลาที่จะเอามาใช้หรือไม่แค่นั้น“
”ผมจะเรียกเขาเข้ามาเพื่ออะไร โทนมีเจตนาอยากจะชี้แจงแต่แรกอยู่แล้ว การที่เข้ามาหาเพราะคดีมันเริ่มคืบหน้า มันเริ่มมีการออกหมายเรียก และแจ้งข้อกล่าวหากันบ้างแล้วเลยร้อนตัว จึงประสานผ่านพี่ป๋อง สุพรรณ เข้ามา รวมทั้งยังมีข้อความที่คุยกันกับพี่ป๋องอยู่เลยว่า ขอบคุณพี่ป๋อง ครับ แต่ไม่รู้ว่าเขาเอาคลิปไลน์ให้สื่อมวลชนดูหรือไม่“
รอง ผบช.ก. กล่าวถึงกระแสข่าวโทน จะถูกดำเนินคดีว่า ทราบว่ามีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้แล้ว แต่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาหรือไม่แจ้ง อยู่ในกระบวนการสอบสวน ถ้าพนักงานสอบสวนมั่นใจในพยานหลักฐาน ต้องว่าไปตามกระบวนการ เท่าที่ทราบยังขาดเหลืออยู่ประมาณ 1-2 ประเด็น รวมทั้งยังต้องสอบผู้ชำนาญการที่มีความรู้เรื่องนี้มาประกอบด้วย โดยเมื่อวานที่โทนเข้ามาแสดงตัว แสดงเจตนาว่าไม่หนี แต่ร้อนตัว ถ้าว่ากันในแง่กฏหมาย หมายความว่าไม่อยากให้ออกหมายจับ จึงอยากเข้ามาเพื่อเข้าสู่กระบวนการ รวมถึงในกลุ่มเซียนพระ ต่างกลัวเสียชื่อเสียงหากถูกออกหมายจับ ไม่มีใครอยากเสียเครดิต และถูกดำเนินคดี มันเสียช่องทางทำมาหากิน
”เขาดิ้นเข้ามา เขารู้ เขาทำอะไรไว้ ต้องรู้อยู่แก่ใจตัวเอง ไม่ต้องไปเหลี่ยม หรือไปชั้นเชิงกับผู้เสียหายหรอก คุณรู้อยู่เต็มอก อยากให้ลองเอาใจเขาใส่ใจเรา เอาความเป็นพี่เป็นน้องมาใส่ใจกัน จะรู้ว่ามันไม่ซื่อสัตย์ ผมไม่พูดหรอกว่าคุณเนรคุณหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นคนไทย คนที่เคยมีบุญคุณต่อกัน เคยช่วยเหลือกันมา คนที่ไหนหรือนักธุรกิจที่ไหน พอซื้อขายพระหรือขายของกันแล้วยังให้เวลาอีกตั้ง 10 เดือนค่อยมาจ่าย พอมีเงิน สภาพคล่องแล้ว ต้องเอาเงินมาจ่ายเขาสิ เขาช่วยขนาดนี้แล้ว ส่วนทรัพย์สินที่เห็นเขาโพสต์เขาใส่อยู่ปัจจุบัน ก็เอามาค้ำมูลหนี้ได้ด้วย เห็นใส่อยู่ 3-4 ปีแล้ว รวมถึงรถหรูยังมีการใช้อยู่ เหนียวหนี้ไม่เหนียวหนี้คิดกันเอาเอง”
เมื่อถามย้ำว่าสรุปแล้วใครโกหก รอง ผบช.ก. กล่าวว่า “ผมเช็คจากวิทยาศาสตร์เอาว่าใครเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาหรู รถหรู และการโพสต์ในโซเชียลปัจจุบัน”
สำหรับคดีนี้กลุ่มแรกมีทั้งหมด 7 คน และกลุ่มสองมีทั้งหมด 2 คน โทนอยู่ในกลุ่มที่สอง และมีความเกี่ยวพันกับกลุ่มแรกด้วย นอกจากนี้ยังมีเซียนพระที่มีหนี้สิน ทำปั่นป่วนอีก 1 คน อยู่ภาคเหนือตอนล่าง ตอนนี้มีชื่อเสียงและสร้างความเสียหายร่วม 2-3 พันล้านบาท แต่ขอยังไม่อยากขยายไปถึงคนอื่น แต่ยืนยันว่ามีเซียนพระหลายคนที่มีแผนประทุษกรรม โดยการเอาตัวตีเนียนเข้าหามาดามเก่ง ยอดความเสียหายกับกลุ่มเซียนพระอยู่ที่ 2 พันล้านบาท และยังมียอดที่กลุ่มเซียนพระไปทำกับคนอื่นอีก 5 พันล้านบาท โดยความเป็นจริง ไม่มีใครทำธุรกรรมกับกลุ่มเซียนพระนี้อยู่แล้ว ส่วนจะมีคนกลางที่เชื่อมให้มาดามเก่งกับเซียนพระเหล่านี้รู้จักกันหรือไม่ หากพบว่าเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมกันมาหลอกหรือฉ้อโกง ถ้ามีหลักฐานจะดำเนินคดีด้วย
...
เมื่อถามว่าผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้เรียกไปคุยในรายละเอียดอะไรบ้างนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ตอบว่า ให้รายละเอียดทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น ว่ามันเกิดอะไรยังไง ตอนนี้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางคงมีคำสั่งมอบหมายหน้าที่ว่าใครจะดูแลเรื่องนี้ ส่วนประเด็นที่มีการเจรจาให้หรือให้ความเป็นธรรม ชี้แจงไปแล้วว่าตนเกี่ยวข้องในขั้นตอนไหนบ้าง
ส่วนแนวทางที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งไว้ 2 แนวทางนั้น ถ้ามีเรื่องร้องเรียน คงตั้งกรรมการสอบ แต่ยืนยันว่าการดำเนินการของโทน สร้างความเสียหายให้กับตนและคนอื่น โดยการใช้ข้อความอันเป็นเท็จและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา แต่ตอนนี้ยังไม่พิจารณาว่าจะฟ้องร้องกลับหรือไม่ เพราะมองดูแล้วเป็นโจรกระจอก
เมื่อถามย้ำว่ารู้สึกว่าเปลืองตัวที่เข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องนี้หรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกว่า ตนเจอเรื่องพวกนี้เยอะ เพราะคนเข้ามาหาเราเยอะ เราเป็นตำรวจ ถ้ากลัว หรือนิ่งดูดาย ไม่ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน อย่าเป็นตำรวจเลย เราเป็นตำรวจทั้งตัวและจิตวิญญาณ ยอมรับว่ายังคิดอยู่เลยเรื่องของการปฏิรูปวงการพระเครื่อง ไม่อยากให้ประชาชนถูกเอาเปรียบ เพราะมีการร้องเรียน มีการแจ้งความฉ้อโกงหลายพื้นที่ เซียนพระถือเป็นผู้มีอิทธิพล เพราะมีเงิน เชื่อว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นผู้บังคับบัญชา คงเข้าใจและให้ความเป็นธรรมแน่นอน