แม่ใจสลาย ร้องมูลนิธิปวีณาฯ ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยตามหาลูกแท้ๆ ถูกพี่เลี้ยงสลับตัว เอาลูกคนอื่นมาให้เลี้ยงนาน 3 ปี รู้ความจริง จากแชตสาวปริศนา
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 พ.ค. 2569 ที่ สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี นางปวีณา หงสกุล มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อมด้วย นางสาวจันจิรา ไทยบัณฑิต พมจ.ชลบุรี ได้พา น.ส.จอย (นามสมมติ) อายุ 24 ปี เข้าพบ พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง เพื่อขอให้ช่วยติดตามหาลูกสาวแท้ ๆ วัย 3 ขวบ ที่ถูก นางวิชุดา หรือส้ม สัจจะ อายุ 29 ปี (ปัจจุบันอายุ 32 ปี) เป็นคนรับเลี้ยงลูกสาวตั้งแต่แรกเกิด ก่อนจะนำลูกสาวตัวจริง ไปสลับตัว โดยเอาลูกสาวคนอื่นมาสวมรอยส่งคืนให้ น.ส.จอย ตั้งแต่ยังเป็นทารกวัย 5 เดือน โดยตอนนี้ตำรวจจับ น.ส.ส้ม ดำเนินคดี และถูกศาลชั้นต้นตัดสินโทษจำคุก และได้ประกันตัวออกมาอยู่ระหว่างรอยื่นอุทธรณ์ แต่ด้าน น.ส.จอย ยังไม่ทราบชะตากรรมของลูกสาวแท้ ๆ ของตนเองว่าตอนนี้ไปอยู่กับใคร ที่ไหน ซึ่ง น.ส.จอย อยากได้ลูกแท้ ๆ กลับคืน แต่มืดแปดด้านในการติดตามหาตัว มิหนำซ้ำ น.ส.ส้ม ยังปิดปากเงียบเรื่องที่อยู่ของเด็ก อ้างเพียงว่า สองสามีภรรยาชาวเมียนมาพาหนีไป จึงวอนขอความเป็นธรรมต่อ นางปวีณา ช่วยประสานตำรวจติดตามหาลูกสาวตัวจริงกลับสู่อ้อมอกแม่
นางปวีณา กล่าวว่า เบื้องต้นได้ประสานท่าน พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี และได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่เกิดเหตุ ดำเนินการเร่งรัดติดตามตัวเด็ก ซึ่งไม่ทราบว่าในตอนนี้ไปตกระกำลำบากอย่างไร หรือเป็นขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่ เรื่องนี้ต้องแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น เรื่องแรกให้ช่วยสืบตามหา 2 สามีภรรยาชาวเมียนมา ที่ น.ส.ส้ม กล่าวอ้างว่า ยกเด็กคนนี้ให้กับ 2 สามีภรรยาชาวเมียนมาไป และหากว่าพบว่ามีการขายเด็กทารกจริง ๆ ก็เข้าข่ายการค้ามนุษย์ จะต้องดำเนินคดีกับ 2 สามีภรรยาชาวเมียนมา
...
ส่วนประเด็นที่ 2 อยากให้ตำรวจช่วยตามหา น.ส.แอน แม่ตัวจริงที่ส่งข้อความแชตมาหา น.ส.จอย อ้างตัวว่า เป็นแม่แท้ ๆ ของเด็กที่ น.ส.จอย เลี้ยงดูอยู่ และเรื่องนี้มีความกระจ่างมากขึ้น เนื่องจากเมื่อช่วงเช้าวันนี้ น.ส.แอน โทรมาหา น.ส.จอย “ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อในเรื่องนี้” จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามมาสอบสวนข้อเท็จจริง
สำหรับเรื่องราวในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 น.ส.จอย ชาว จ.มุกดาหาร ได้เดินเข้าร้องทุกข์กับ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ให้ช่วยตามหาลูกสาวตัวจริง ที่คลอดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2565 หลังจากคลอดไม่กี่วัน ก็ว่าจ้างพี่เลี้ยงมาเลี้ยงดูลูกตั้งแต่แรกเกิด จนถึงอายุ 5 เดือน พี่เลี้ยงได้นำเด็กมาคืน โดยไม่ทันรู้ว่า เด็กที่พี่เลี้ยงนำกลับมาคืนไม่ใช่ลูก ซึ่งตนก็เลี้ยงต่อมาอย่างทะนุถนอม เพราะคิดว่าเป็นลูกแท้ๆ
จนเด็กอายุ 1 ขวบ 6 เดือน (ช่วงปี 2567) มีหญิงแปลกหน้าทักแชตข้อความมาแสดงตัวเป็นแม่แท้ๆ ของเด็ก ที่ตนเองเลี้ยงอยู่ พอรู้เรื่องราวทั้งหมดยอมรับว่าตกใจ และช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนแทบล้มทั้งยืน และที่สำคัญไม่รู้ชะตากรรมลูกแท้ ๆ ของตัวเองว่า ปัจจุบันไปตกระกำลำบากอยู่ที่ไหน ซึ่งต่อมาในปีเดียวกัน ตนเองจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.บางละมุง และดำเนินคดีกับพี่เลี้ยงรายนี้ คือ นางวิชุดา หรือส้ม สัจจะ อายุ 32 ปี ฐานความผิดพรากผู้เยาว์ ซึ่งศาลชั้นต้นได้ตัดสินคดีแล้ว และคดีอยู่ในระหว่างศาลชั้นอุทธรณ์ ถึงแม้ผู้ก่อเหตุจะถูกดำเนินคดีไปแล้ว แต่ตนยังไม่เจอลูกสาวที่แท้จริง จึงเดินทางมาร้องเรียนกับมูลนิธิปวีณา
น.ส.จอย ยอมรับว่า ช่วงที่ตั้งท้อง เมื่อปี พ.ศ.2565 เป็นการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม และยังทะเลาะกับแฟนหนุ่ม จนเลิกรากันไป จึงไปปรึกษาเพื่อน และเพื่อนได้แนะนำให้รู้จักกับ น.ส.ส้ม ซึ่งอาศัยอยู่ห้องเช่ากับสามีและลูก 4 คน ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อได้พูดคุย น.ส.ส้ม บอกว่าเป็นคนรักเด็ก และรับปากว่าจะรับลูกสาวของตนเองเป็นบุตรบุญธรรม พอตนคลอดลูกออกมาจะรับเลี้ยงให้ ตนจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ น.ส.ส้ม ที่ จ.ชลบุรี ได้ประมาณ 20 วัน จากนั้นก็คลอดลูกสาวออกมาในเดือน ต.ค.2565 ก่อนเปลี่ยนใจไม่อยากยกลูกให้ จึงจ้าง น.ส.ส้ม เลี้ยงลูกให้แทน เดือนละ 8,000 บาท ส่วนตนก็ไปทำงานรับจ้างก่อสร้างในพื้นที่ จ.ชลบุรี และอาศัยอยู่ที่ไซต์งาน
ระหว่างที่ น.ส.ส้ม เลี้ยงลูกให้ได้ 1 เดือน ได้มาบอกกับตนว่า มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งอยากจะได้ทารกไปเลี้ยงเป็นลูก เพราะไม่มีลูกเป็นของตัวเอง โดยจะให้เงินผูกข้อมือ 20,000 บาท แต่ตนไม่ยอมยกลูกให้ หลังจากนั้นก็ยังฝาก น.ส.ส้ม เลี้ยงลูกต่อโดยไม่คิดอะไร เมื่อมีเวลาว่างก็ไปเยี่ยมลูกบ้าง จนกระทั่งลูกอายุ 5 เดือน จู่ ๆ น.ส.ส้ม ก็นำลูกมาส่งให้ โดยบอกว่าฝากไว้ก่อนจะไปทำธุระ แต่ผ่านไปหลายวันก็ไม่มารับลูกไปดูแลต่อ ตนจึงได้เอาลูกไปฝากให้ยายเลี้ยงที่ จ.ฉะเชิงเทรา ก่อนจะไปทำงานรับจ้างต่อ จนเดือน พ.ค.2566 ตนกลับไปเยี่ยมลูกได้สังเกตเห็นว่าหน้าตาของเด็ก 7 เดือน เปลี่ยนไป หน้าดำและหน้าใหญ่ขึ้น ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าใช่ลูกตนเองหรือไม่ เลยถามยายว่า “จะไปตรวจดีเอ็นเอดีไหม” ยายบอกว่า “อย่าเลย ทำใจไม่ได้ ลูกใครก็เลี้ยงไปเถอะ”
...
น.ส.จอย ยังบอกอีกว่า หลังจากนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร กระทั่งเดือน มี.ค. 67 เด็กอายุได้ 1 ขวบ 6 เดือน จู่ ๆ ก็มี น.ส.แอน ก็ทักแชตข้อความเฟซบุ๊กมาหาตน และแสดงตัวว่าเป็นแม่ของลูกสาวที่ตนเลี้ยงอยู่ โดยถามว่า “ลูกของหนูเป็นอย่างไรบ้าง ซนไหม อยากเห็นหน้าลูก ช่วยส่งรูปให้ดูหน่อย” และ น.ส.แอน ยังได้ส่งคลิปวิดีโอลูกสาวที่ตนเคยส่งให้ น.ส.ส้ม มายืนยัน ตนถึงกับช็อก คุยแชตถามจนรู้เรื่องว่าตอนที่ลูก 5 เดือน น.ส.ส้ม ได้ไปเอาลูกของ น.ส.แอน โดยให้เงินไป 10,000 บาท ก่อนจะเอาลูกของ น.ส.แอน มาสวมรอยเป็นลูกของตน ส่งคืนมาให้ ใจตนแทบสลาย ตกใจสุดขีดเมื่อรู้ว่าเด็กที่เลี้ยงอยู่ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ จึงได้รีบติดต่อหา น.ส.ส้ม เพื่อสอบถามว่าลูกของตนอยู่ไหน แต่ น.ส.ส้ม ก็ไม่ยอมบอก ก่อนจะบล็อกทุกช่องทางติดต่อ จนตนเองไม่สามารถติดต่อได้
จากนั้น วันที่ 7 มี.ค.67 ได้ไปแจ้งความกับตำรวจ สภ.บางละมุง ตำรวจได้ส่งตัวตนและลูกที่ถูกสลับตัวมาไปตรวจดีเอ็นเอ ปรากฏว่าไม่ตรงกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องเป็นแม่ลูกแต่อย่างใด และไม่นานตำรวจก็ได้จับกุมตัว น.ส.ส้ม มาดำเนินคดี จากการสอบสวน น.ส.ส้ม อ้างว่าเอาลูกของตนไปให้กับสองสามีภรรยาชาวเมียนมา ตำรวจจึงแจ้งข้อหา น.ส.ส้ม “พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อหาผลกำไร” ศาลชั้นต้นตัดสินเมื่อวันที่ 19 มี.ค.68 ให้จำคุก น.ส.ส้ม 10 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 5 ปี ตอนนี้ น.ส.ส้ม ได้ประกันตัวออกมา ระหว่างรอยื่นอุทธรณ์
ส่วนตนพยายามตามหาลูกแท้ ๆ มาโดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่มีเบาะแส ซึ่งคิดว่าสองสามีภรรยาชาวเมียนมาที่เอาลูกของตนไป น่าจะต้องถูกดำเนินคดีด้วย อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวมาดำเนินคดีและสอบปากคำ เพราะเป็นกุญแจสำคัญที่จะติดตามตัวลูกสาวกลับมาได้ และอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามสืบหาข้อเท็จจริง ขอให้ได้ลูกแท้ๆ กลับมา ถึงแม้จะมาในสภาพพิการ ตนเองก็จะเลี้ยง
...
พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง กล่าวว่า ในคดีระหว่าง น.ส.วิชุดา หรือส้ม กับ น.ส.จอย เบื้องต้นคดีอยู่ในชั้นศาล ซึ่งศาลมีการพิพากษาตัดสินโทษนางสาววิชุดา หรือ ส้ม ไปแล้ว ส่วนในเรื่องของลูกตัวจริงของ น.ส.จอย ตำรวจจะต้องมาเริ่มต้นทำกันใหม่ โดยจะต้องหาตัวบุคคลที่มีการกล่าวอ้างว่า เป็นผู้นำลูกสาวของ น.ส.จอย ไป โดยคำให้การของ น.ส.วิชุดา ได้นำเด็กไปฝากไว้กับ นางหวาน ชาวเมียนมา เลี้ยง เพื่อเดินทางไปฉีดวัคซีน พอกลับมาเด็กก็หายตัวไป พร้อมกับนางหวาน ซึ่งในเรื่องนี้จะต้องมีการรื้อคดีขึ้นมาใหม่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วน น.ส.วิชุดา ได้ประกันตัวออกมา และกำลังจะขึ้นศาลอุทธรณ์ในวันพรุ่งนี้ โดยตำรวจจะเชิญมาสอบปากคำอย่างเข้มข้นเพื่อติดตามหาเด็กกลับสู่อ้อมกอดของแม่ต่อไป