ศาลอาญาคดีทุจริตฯยกฟ้อง “ทิดสฤษดิ์” อดีตเจ้าคณะนครสวรรค์ คดียักยอกเงินวัดกว่า 4 ล้าน ขณะที่ อธ.ศาลอาญาคดีทุจริตฯทำความเห็นแย้ง
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลอ่านคำพิพากษา คดีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสฤษฏิ์ จันท์ประธาตุ หรืออดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ สฤษฏิ์ จันท์ประธาตุ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ และเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์, น.ส.ภูธิณี กิวพิทักษ์ เป็นจำเลยที่ 1-2 ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฯ กรณียักยอกเงินวัดนครสวรรค์กว่า 4 ล้านบาท
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองวางแผนร่วมกันในการเบียดบังยักยอกเอาเงินของวัดนครสวรรค์ ผู้เสียหาย โดยวัดนครสวรรค์ เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารกรุงไทย สาขาถนนสวรรค์วิถี ชื่อบัญชี วัดนครสวรรค์ โดยมีบุคคลที่มีอำนาจสั่งจ่าย ได้แก่ จำเลยที่ 1 และบุคคลของวัดอีก 2 คน โดยมีเงื่อนไขการสั่งจ่ายเงินคือต้องลงลายมือชื่อ 2 ใน 3 คน ซึ่ง 2 ใน 3 คนดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อของเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ จึงจะเบิกถอนเงินได้ จำเลยทั้งสองได้วางแผนร่วมกันเพื่อที่จะนำเงินของวัดนครสวรรค์ ผู้เสียหายจากบัญชีดังกล่าว โอนไปยังบัญชีของจำเลยที่ 2 ตามวิธีการที่จำเลยทั้งสองได้ตกลงวางแผนร่วมกันไว้ รวม 49 กรรม เป็นเงิน 4,965,087 บาท ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามกฎหมายและขอให้คืนเงินที่ยักยอกไปแก่ผู้เสียหาย
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานแล้วข้อเท็จจริงจึง วัดนครสวรรค์เป็นผู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 ตามฟ้องเป็นการโอนเงินคืนตามสัญญายืมเงินที่วัดนครสวรรค์ ผู้เสียหาย ยืมเงินจำเลยที่ 1 เมื่อหักกลบลบหนี้แล้ววัดนครสวรรค์ยังคงเป็นหนี้จำเลยที่ 1 อยู่ ดังนั้นโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง จึงมิใช่เป็นการโอนเงินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่จะต้องชำระคืนแก่วัดนครสวรรค์ ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เมื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิด ปัญหาอื่นนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
พิพากษายกฟ้องและยกคำขอในส่วนแพ่ง
...
ทั้งนี้ นายธนรัตน์ ทั่งทอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ทำความเห็นแย้งท้ายคำพิพากษาว่า คำให้การและทางไต่สวนของจำเลยที่ 1 นั้น พบว่ามีความย้อนแย้งในหลายประเด็น จำเลยที่ 1 อ้างว่าเงินจำนวนมากเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปในกิจการของวัดนั้น มีเพียงคำเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ แต่ไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นยืนยัน นอกจากนี้ยังได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ได้โอนเงินให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาสนับสนุนว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเงินวัดไปใช้ประโยชน์ส่วนตน และผู้อื่นโดยทุจริต จากพยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่มีตำแหน่งหน้าที่รับเงินของวัดเข้าบัญชีส่วนตัวแล้วเบียดบังไปโดยทุจริต 38 กรรม เป็นเงินรวม 2,136,047 บาท เห็นควรให้พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 โดยเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 38 กระทง ทางไต่สวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 2,136,047 บาท ที่เบียดบังยักยอกไปคืนให้แก่วัดนครสวรรค์ผู้เสียหาย ส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาเดิมที่ให้ยกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ