รอง ผบช.สอท. มือปราบไซเบอร์ จวกแรง ปม “เบิร์ด วันว่างๆ” เป็นขยะ หลังไม่สะทกสะท้าน ชี้เสี่ยงผิดหลายข้อหา เล็งออกหมายเรียกให้ปากคำ แต่หากพบพฤติการณ์ร้ายแรงและเจตนาชัดเจน ก็สามารถพิจารณาออกหมายจับได้ทันที


เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 เม.ย.2569 ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. พ.ต.อ.ทำนุรัฐ คงมั่น รอง ผบก.สอท.1 พ.ต.ท.จิรวัฒน์ บุรีงาม รอง ผกก.4 บก.สอท.2 ร่วมกันแถลงการดำเนินคดี เบิร์ดวันว่าง ๆ กรณีนำปูนยาแนวเล่นน้ำสงกรานต์พระประแดง ที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มโลกออนไลน์




ทั้งนี้ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ เผยว่า จากกรณีที่มีคอนเทนต์ในโซเชียลที่มีการนำ “ปูนยาแนว” หรือวัสดุอื่นมาอ้างว่าเป็นเพียงแป้ง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์พระประแดง ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและเรียกยอดผู้ติดตาม ขณะนี้ทางตำรวจไซเบอร์ได้ประสานกับทาง สภ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ในเรื่องการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มโลกออนไลน์ของเบิร์ดวันว่าง ๆ ซึ่งคดีดังกล่าวจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน 

...



     
โดยส่วนแรกคือส่วนของคดีอาญาเชิงกายภาพ นั่นคือประเด็นเรื่องทำร้ายร่างกายที่มีผู้เสียหาย 2 ราย เพิ่งแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.พระประแดง เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยเข้าข่ายตามความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้ส่งผู้เสียหายทั้ง 2 รายไปตรวจร่างกายเพิ่มเติม หากพบว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็จะแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 

ขณะเดียวกัน ในส่วนของบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์กาวยาแนว ซึ่งล่าสุดได้ออกแถลงการณ์ว่าเตรียมที่จะแจ้งความดำเนินคดีกับเบิร์ดวันว่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เบื้องต้นคาดว่าจะถูกดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับละเมิดตามกฎหมายแพ่ง และความผิดเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าและการคุ้มครองผู้บริโภค



     
ส่วนที่สอง ในส่วนของคดีออนไลน์ ขณะนี้ตำรวจไซเบอร์ได้ดำเนินการตรวจสอบทั้ง 3 เพจของเบิร์ดวันว่าง ๆ ซึ่งจากเนื้อหาแล้ว พบเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ในเรื่องการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งการโพสต์คลิปนำกาวยาแนวไปใส่ประชาชนและคลิปที่กล่าวอ้างว่า ผงดังกล่าวเป็นแป้งมัน ไม่ใช่กาวยาแนว ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงด้วย ขณะเดียวกัน ก็จะผิดตามมาตรา 14 (2) ในเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกตกใจ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

...

พร้อมกันนี้ยังได้ประสานให้ทางตำรวจ สภ.พระประแดง ส่งเรื่องมายังตำรวจไซเบอร์ตามขั้นตอน เพื่อที่ทางตำรวจไซเบอร์จะได้นำเลข URL เพจของเบิร์ดวันว่าง ๆ ทั้ง 3 เพจ เสนอต่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ดำเนินการปิดแพลตฟอร์มเพจทั้ง 3 เพจของเบิร์ดวันว่าง ๆ ซึ่งจะสามารถดำเนินการเร่งรัดปิดเพจของเบิร์ดวันว่าง ๆ ได้ภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ ส่วนประชาชนที่ปรากฏในคลิปและต้องการที่จะแจ้งความในเรื่องการไม่ยินยอมให้เผยแพร่ ก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้เช่นเดียวกัน ในเรื่องความผิดเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA
     
พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ กล่าวต่อว่า โดยลักษณะการทำงานของตำรวจไซเบอร์จะทำงานคู่ขนานกันไปกับการสอบสวนของพนักงานสอบสวน สภ.พระประแดง ซึ่งจะให้พนักงานสอบสวน สภ.พระประแดง เป็นเจ้าภาพหลักในคดีหลักคือเรื่องทำร้ายร่างกายและดำเนินการออกหมายเรียกเบิร์ดวันว่าง ๆ แล้วจึงค่อยดำเนินการต่อในส่วนของการแจ้งข้อหาเกี่ยวกับความผิดทางออนไลน์ต่อไป

...


ด้านพ.ต.อ.ทำนุรัฐ กล่าวว่า การดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จในโลกออนไลน์ โดยระบุว่า หากพบการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยเจตนาทุจริต เช่น การสร้างคอนเทนต์เพื่อเรียกยอดผู้ติดตาม หรือสร้างกระแสให้ประชาชนเข้าใจผิด เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายทันที โดยเฉพาะกรณีที่เนื้อหาบิดเบือนข้อเท็จจริงจนทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานจากคำพูดและเนื้อหาที่เผยแพร่ หากเข้าข่ายเป็นข้อมูลเท็จชัดเจน และมีการแชร์ต่อในวงกว้างจนกระทบสังคม จะสามารถดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ได้ โดยเบื้องต้นอาจออกหมายเรียกให้เข้ามาให้ปากคำก่อน แต่หากพฤติการณ์ร้ายแรงและเจตนาชัดเจน ก็สามารถพิจารณาออกหมายจับได้ทันที ในส่วนของโทษทางกฎหมาย ระบุว่า มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

...



      
เมื่อถามว่าการเฝ้าระวังในโลกออนไลน์ พ.ต.อ.ทำนุรัฐ กล่าวว่า ทางตำรวจได้มีการติดตามควบคู่กันทั้งในเชิงกายภาพและทางดิจิทัล หากพบว่ามีการโพสต์หรือแชร์ข้อมูลเท็จ บิดเบือน หรือเนื้อหาที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและขยายผลทันที ส่วนมาตรการปิดกั้นข้อมูล หากมีพยานหลักฐานเพียงพอ แม้ไม่มีผู้เสียหายร้องเรียน เจ้าหน้าที่ก็สามารถเสนอให้ปิดกั้นข้อมูลหรือเว็บไซต์ได้ โดยกระบวนการส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ ผ่านความร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยตรวจจับและลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง
      
พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ กล่าวอีกว่า สำหรับคอนเทนต์อื่น ๆ ในเพจของเบิร์ดวันว่าง ๆ นั้น ทางตำรวจอยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบว่าจะมีคอนเทนต์อื่นที่มีความผิดเพิ่มเติมหรือไม่ แต่จากพฤติกรรมของเบิร์ดแล้ว ถือว่าไม่มีความสำนึกและหลาบจำ หลังจากที่เคยถูกติดคุกฝากขังในคดีก่อนหน้านี้ ยังคงออกมามีพฤติกรรมกลั่นแกล้งประชาชนและผลิตคอนเทนต์ขยะอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ยังอยู่ในช่วงรอลงอาญา ดังนั้น ทางตำรวจก็เตรียมที่จะดำเนินการยื่นเสนอต่อศาลเพื่อดำเนินการคุมขังในคดีเก่าที่อยู่ในระหว่างการรอลงอาญาต่อไป
      
สำหรับพฤติกรรมของเบิร์ดวันว่าง ๆ จะอยู่ในสังคมได้อย่างไร หากยังมีพฤติกรรมแบบนี้ ซึ่งตอนนี้รับทราบแล้วว่าได้เดินทางออกนอกประเทศไปที่ฮ่องกง เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ก็ยังคงโพสต์คลิปในลักษณะเนื้อหาเยาะเย้ยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เสมือนว่าทำอะไรไม่ได้ แต่ยืนยันว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายว่ามีพฤติการณ์หลบหนี ซึ่งจะสามารถทำให้ขออำนาจศาลออกหมายจับ ถ้าไม่เดินทางมาตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวน จึงฝากแจ้งถึงเบิร์ดวันว่าง ๆ ว่าให้กลับมาประเทศไทยและรีบมาแสดงตนกับพนักงานสอบสวน โดยเฉพาะหากยังยืนยันข้อเท็จจริงหรือว่าผงดังกล่าวคือแป้งมัน ก็ให้มาแสดงความบริสุทธิ์ใจและยืนยันข้อเท็จจริงว่า ผงดังกล่าวคือแป้งมัน ไม่ใช่กาวยาแนว พร้อมกล่าวถึงเบิร์ดที่คาดว่าอาจจะดูอยู่ว่า “ฮ่องกงไม่สนุก กลับมาประเทศไทยดีกว่า กลับมาเถอะ”

โดยในส่วนของคอนเทนต์ขยะ ผิดกฎหมาย หรือไม่เหมาะสมบนโลกออนไลน์ เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ซึ่งขณะนี้ ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือ DE อยู่ในระหว่างการเสนอร่างกฎหมายเพื่อขอความร่วมมือให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ช่วยกันเป็นหูเป็นตาในการควบคุมเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมและผิดกฎหมาย โดยเนื้อหาสำคัญก็คือ การขอความร่วมมือให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ลบและสกัดกั้นเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อสังคม ผิดกฎหมาย หรือมีลักษณะคุกคามประชาชน โดยเฉพาะคอนเทนต์ขยะจากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ผู้โด่งดังหลายคน โดยไม่จำเป็นต้องรอการส่งเรื่องแจ้งจากตำรวจผ่านมายังกระทรวง DE เพื่อส่งต่อไปยังเจ้าของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ตามขั้นตอนในปัจจุบัน ซึ่งสาเหตุเนื่องจากคอนเทนต์ขยะที่มีมากขึ้น ไปจนถึงเนื้อหาที่ผิดกฎหมายและเข้าข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ถ้าขืนรอให้ส่งเรื่องเพื่อลบหรือปิดกั้นตามขั้นตอน อาจช้าเกินไป อาจทำให้ประชาชนกดไลค์กดแชร์และเนื้อหากระจายออกไป รวมทั้งจะมีประชาชนตกเป็นเหยื่อมากขึ้น อาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ โดยเฉพาะในหมู่เด็กและเยาวชน เราไม่สามารถออกกฎหมายไปบังคับแพลตฟอร์มเอกชนเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่มีฐานในต่างประเทศ แต่เราสามารถออกกฎหมายเพื่อขอความร่วมมือและใช้มาตรการอย่างเข้มงวดกับบรรดาแพลตฟอร์มเหล่านี้ เพื่อสกัดกั้นเนื้อหาขยะและอันตรายได้ตั้งแต่ต้น ซึ่งขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของรัฐบาล หากร่างกฎหมายดังกล่าวออกมาเมื่อไหร่ ตำรวจไซเบอร์ก็พร้อมที่จะดำเนินการปฏิบัติตามและช่วยสอดส่องป้องกันคอนเทนต์อันตรายบนโลกโซเชียล ซึ่งทุกวันนี้ตำรวจไซเบอร์ก็ทำอยู่แล้ว



     
พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ ฝากประชาสัมพันธ์ถึงพี่น้องประชาชนว่า หากพบเจอคอนเทนต์ขยะ ผิดกฎหมาย หรือเป็นภัยต่อสังคม อย่าได้กดไลค์ กดแชร์ หรือไปคอมเมนต์ เพราะจะเป็นการทำให้เกิดมาตรฐานชุมชนในแพลตฟอร์มที่ปกติ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเป็นมาตรฐานชุมชนในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ดังนั้น หากพบเจอก็ควรต้องกด Report ทันที เพื่อช่วยกันสร้างมาตรฐานชุมชนในโลกโซเชียลที่ดี หรือสามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่เบอร์สายด่วน 1441 ฝากเตือนภัยไปยังบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ทั้งหลายด้วยว่า ใครก็ตามที่ทำเนื้อหาขยะกลั่นแกล้งประชาชน ขอให้เลิกทำ เพราะนอกจากจะเป็นการคุกคามประชาชนและผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบและเป็นการไม่สร้างสรรค์บนโลกออนไลน์อย่างมาก คอนเทนต์ขยะก็คือขยะ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามก็ไม่ควรให้ความสำคัญ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บางช่วงบางตอน พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท.กล่าวถึงกรณีดังกล่าว ว่า “จริงๆไม่ควรเป็นข่าวเลย ไอ้พวกอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจ สิ่งที่ไม่ดี เรียกว่าขยะ”