โฆษก ตร. ร่วม ผบช.ก. แถลงทลายขบวนการรีดเงิน 2.5 ล้าน ผกก.ห้องกัก ตม.สวนพลู รวบ “อัจฉริยะ” พร้อมพวก 6 ราย แบ่งหน้าที่ใช้ชื่อเสียงเข้าหา-ข่มขู่-รับเงิน ผู้เสียหายถูกบีบจ่ายยังถูกแฉซ้ำ ยันดำเนินคดีตามหลักฐานไม่มีกลั่นแกล้ง สั่งลุยกวาดล้างทุจริต สั่งให้ออกราชการแล้ว 7 นาย ขยายผลทั่วประเทศ
    
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ ห้องแถลงข่าวชั้น 2 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป. และ ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. ร่วมแถลงผลการจับกุมขบวนการเรียกรับผลประโยชน์จำนวน 2.5 ล้านบาท ภายในห้องกัก ตม.สวนพลู 
    
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ว่าถูกกลุ่มบุคคลเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการไม่เปิดโปงข้อมูลที่น่าจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งผู้เสียหายได้ยินยอมจ่ายเงินไปแล้วรวมกว่า 2.5 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าทางกลุ่มผู้ต้องหายังคงมีการนำข้อมูลไปเปิดเผยจนได้รับความเสียหาย จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดี

จากการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเส้นทางการเงิน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 6 ราย ประกอบด้วย นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง, พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์ รอง ผบก.ตชด.ภาค 4, น.ส.วิภาดา ทนายความ, ส.อ.สิทธิชัย คนขับรถของนายอัจฉริยะ, นายจิรโรจน์ และภรรยา ที่ทำหน้าที่เป็นกลุ่มรับเงิน ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วเมื่อวานนี้

ขณะที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ กล่าวต่อว่า ผู้ต้องหาขบวนการนี้มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน 3 ส่วน คือ กลุ่มแรกคืออินฟลูเอนเซอร์ ที่ใช้ความน่าเชื่อถือเข้าหาผู้เสียหาย กลุ่มที่สองทำหน้าที่ข่มขู่กดดันให้ยินยอมจ่ายเงิน และกลุ่มที่สามทำหน้าที่รับเงิน ซึ่งพยานหลักฐานเชื่อมโยงกันชัดเจนว่าทำกันเป็นขบวนการ เชื่อว่าอาจมีการก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง 

ส่วนความเชื่อมโยงขบวนการนี้พบว่ารู้จักกันมาพอสมควร ทั้งนี้มีผู้ต้องหา 3 ราย ที่ให้การปฏิเสธ ตำรวจได้นำตัวส่งศาลอาญาฝากขังแล้ว ส่วนผู้ต้องหาอีก 3 ราย ถึงแม้ให้การปฏิเสธ แต่ยังให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ขณะนี้กำลังสอบปากคำอยู่ เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะนำตัวส่งฟ้องฝากขังที่ศาลอาญาต่อไป 

ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่ออีกว่า การดำเนินคดีครั้งนี้เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามพยานหลักฐานและมีผู้เสียหายยืนยันชัดเจน ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือมีเหตุโกรธเคืองส่วนตัวแต่อย่างใด ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องรายอื่น หากมีประชาชนรายใดตกเป็นเหยื่อสามารถเข้าแจ้งความได้โดยตำรวจจะเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับและดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่

พล.ต.ท.ไตรรงค์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงปัญหาความไม่โปร่งใสภายในห้องกัก ตม. ว่า คณะทำงานตรวจสอบที่ตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ได้จัดชุดตรวจสอบ 4 ชุดลงพื้นที่ทั่วประเทศ ล่าสุดมีคำสั่งให้ออกจากราชการแล้ว 7 นาย เป็นตำรวจในพื้นที่นครบาล 3 นาย อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.
นอกจากนี้ยังพบตำรวจอีก 4 นายในพื้นที่ภาค 2, 3, 4 และ 7 กระทำผิดวินัยและอยู่ระหว่างตรวจสอบความผิดทางอาญาเพิ่มเติม โดยยืนยันว่าหากพบเจ้าหน้าที่รายใดเข้าไปเกี่ยวข้องจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดทั้งทางวินัยและอาญาโดยไม่มีข้อยกเว้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทางตำรวจกองปราบปราม ได้นำตัวนายสิทธิชัย ทังโส, นายจิรโรจน์ กรพัฒนะทรัพย์ และน.ส.วลาลักษณ์ กรพัฒนะทรัพย์ 3 ผู้ต้องหาที่ร่วมกับนายอัจฉริยะและพวกมาฝากขังต่อศาลอาญาในความผิดฐาน ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง ของผู้ถูกข่มขืนใจและร่วมกันกรรโชก.

...