“โฆษกดีเอสไอ” เผย 2 บริษัทเรือขนส่งน้ำมัน เอี่ยวโยงน้ำมันล่องหนกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ให้ข้อมูลสาเหตุ ทำไมล่าช้า ไม่สามารถขนส่งน้ำมันไปยังบริษัทคลังฯ ได้ตามกำหนด ยันรับฟังเต็มที่ แต่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง ส่วนอีก 3 บริษัทเรือ เตรียมให้ข้อมูล 23 เม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงผลการสอบปากคำกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของ 2 บริษัทเจ้าของเรือขนส่งน้ำมัน ในฐานะพยาน ว่า เมื่อวันที่ 21 เม.ย. คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบปากคำกรรมการของบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 2 แห่ง ซึ่งได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

โดยทางกรรมการบริษัทฯ ได้มีการนำเอาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันมาชี้แจงกับพนักงานสอบสวน อีกทั้งยังได้ให้ข้อมูลสาเหตุว่าทำไมเรือของเขาจึงไม่สามารถขนส่งน้ำมันไปยังบริษัทคลังน้ำมันที่จ.สุราษฎร์ธานี ได้ตามกำหนด แต่ข้อเท็จจริงที่ตรงกัน คือ มันมีการใช้ระยะเวลาการแล่นเรือในน่านน้ำทะเลนานกว่าปกติจริง

ส่วนรายละเอียดเชิงลึกว่าเป็นเพราะปัจจัยเรื่องเรือเสียต้องจอดชะลอไว้ก่อน หรือเพราะคิวเต็ม ต้องต่อคิวเพื่อรอเข้าส่งน้ำมันกับบริษัทคลังน้ำมันหรืออย่างไรนั้น ตรงนี้ต้องขอสงวนไว้เพื่อใช้ขยายผลสืบสวน รวบรวมข้อมูลสอบสวนต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการให้ปากคำในฐานะพยานของทั้ง 2 บริษัทเรือที่ได้ให้ไว้นั้น คณะพนักงานสอบสวนรับฟังเต็มที่ และจะได้นำรายละเอียดไปประมวลเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานอื่นๆ และใช้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ ในวันที่ 23 เม.ย.จะยังมีบริษัทเรือขนส่งน้ำมันอีก 3 เจ้า ที่จะเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้การชี้แจงในฐานะพยานตามนัดหมายต่อไป

ส่วนประเด็นที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ รายละเอียดในการประกอบธุรกิจ เพื่อพิสูจน์ทราบว่าข้อมูลการดำเนินธุรกิจที่ได้รับมานั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่

ส่วนในด้านพฤติการณ์การเดินเรือก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ต้องตรวจสอบหาสาเหตุและแรงจูงใจกรณีการเดินเรือล่าช้าผิดปกติ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการขยายผลสืบสวนสอบสวน เพื่อหาข้อสรุปทางคดีต่อไป โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะมุ่งเน้นการตรวจสอบในส่วนของเส้นทางเดินเรือเป็นหลัก

ส่วนการขยายผลนอกเส้นทางเดินเรือ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดการทำงานก็ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนและเร่งนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้เร็วที่สุด

...


สำหรับกรณีการรับโอนสำนวนคดีบริษัทจำหน่ายน้ำมันปิโตรเลียม ในพื้นที่ จ.อ่างทอง ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. ได้ไปตรวจสอบแล้วพบว่ามีการจำหน่ายน้ำมันเกินราคา และน้ำมันไม่ได้คุณภาพ หรือมีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง จึงทำการอายัดไว้ 2 ถังน้ำมัน จากนั้นเมื่อวันที่ 17 เม.ย. เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ นำโดยกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 1 ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ภ.จว.อ่างทอง เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน พลังงานจังหวัดอ่างทอง พาณิชย์จังหวัดอ่างทอง ร่วมกันเข้าตรวจสอบรวบรวมข้อมูลและสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำมันอีก 2 ถัง เพื่อใช้ขยายผลกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หรือสนับสนุนการกระทำความผิด หากผลตรวจคุณภาพน้ำมันที่พบเพิ่มอีก 2 ถัง พบการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม พร้อมดำเนินคดีเอาผิดเพิ่มด้วย และจะได้หารือรับโอนสำนวนจาก บก.ปคบ. มาสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษอีกหนึ่งคดี


กรณีนี้ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า กรณีนี้ไม่ต้องเสนอรายละเอียดไปให้คณะกรรมการคดีพิเศษ หรือ กคพ. พิจารณาว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่อีกแล้ว เพราะถ้าพฤติการณ์ทางคดีเข้าข่ายตามมติของประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็สามารถใช้อำนาจลงนามรับเป็นคดีพิเศษได้ทันที 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนได้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาเพื่อตรวจสอบรายละเอียดทางคดีแล้ว เบื้องต้นพบว่าเข้าหลักเกณฑ์ในการรับเป็นคดีพิเศษ ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างให้คณะกรรมการกลั่นกรองเสนอเรื่องขึ้นมาให้ตนลงนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นขั้นตอนทางธุรการคดี แต่ในข้อเท็จจริงแล้วพนักงานสอบสวนได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อเตรียมทำคดีแล้ว โดยจะแยกเป็นคดีพิเศษอีกคดี ซึ่งการรับกรณีที่จังหวัดอ่างทองเป็นคดีพิเศษจะมีความชัดเจนในเร็ว ๆ นี้