“ดีเอสไอ” เตรียมเรียกสอบ 8 บริษัท ให้ข้อมูลในฐานะพยาน คดีกักตุนน้ำมัน หลังพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือ 20 เที่ยว
วันที่ 20 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ.เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง และพบพฤติกรรมครอบครองน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมาก โดยไม่มีใบกำกับการขนส่งมาแสดง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ยังได้มีการเก็บตัวอย่างน้ำมันเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน และดำเนินคดีอาญาในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้วนั้น
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติให้กรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชน หรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ รับสอบสวนเป็นคดีพิเศษ
ดังนั้น พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้มอบหมายให้กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค นำโดย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ประสานงานกับพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุว่ามีลักษณะเป็นคดีพิเศษตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษหรือไม่ เพื่อวางแผนการปฏิบัติงานร่วมกันต่อไป อีกทั้งกรณีดังกล่าว กองคดีคุ้มครองผู้บริโภคได้รับเป็นสำนวนสืบสวนที่ 42/2569 ไว้แล้ว และเมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค จึงได้สั่งการให้ ร.ท.ภชภณ สุพานิชวรภาชน์ ผอ.ส่วนคดีคุ้มครองผู้บริโภค 1 พร้อมคณะพนักงานสืบสวนลงพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ เขตพื้นที่ 1 เข้าประสานงานกับตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทองและพลังงานจังหวัดอ่างทองเกี่ยวกับคดีอาญาดังกล่าว เพื่อทราบข้อเท็จจริง
...
ซึ่งเจ้าหน้าที่ภาคีเกี่ยวข้องและดีเอสไอ จึงได้เข้าร่วมตรวจสอบบริษัทแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมือง จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยยังพบอีกว่าสถานที่ดังกล่าวยังเป็นคลังน้ำมันที่มี บริษัทย่านบางขุนเทียน ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 อีกนิติบุคคลหนึ่ง เป็นผู้ขออนุญาตประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 คลังน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย โดยมีผู้จัดการคลังน้ำมันดังกล่าวเป็นผู้นำตรวจ พร้อมได้ทำการตรวจสอบเอกสารใบกำกับการขนส่ง จำนวนชนิดน้ำมัน ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงคงคลัง รายชื่อลูกค้า และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ พลังงานจังหวัดอ่างทองได้ทำการจัดเก็บตัวอย่างน้ำมันและวัดคุณภาพ จำนวน 2 ถัง จากจำนวน 5 ถัง (เดิมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคบ. ได้เคยอายัดไว้ก่อนแล้ว จำนวน 2 ถัง โดยมีถังไม่ได้ใช้งานจำนวน 1 ถัง)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลการตรวจสอบ มีดังนี้ 1. ถังที่อายัด ถัง TD2 ดีเซล B7 วัดได้ 102.2 ซม. เป็นจำนวน 102,412 ลิตร 2. ถังที่อายัด ถัง TS4 เบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95 วัดได้ 96.8 ซม. เป็นจำนวน 140,879 ลิตร 3. ถัง TD3 (ไม่ได้ใช้งาน) เป็นดีเซล B7 วัดได้ 27 ซม. จำนวน 51,640 ลิตร 4. เก็บตัวอย่าง ถัง TD1 ดีเซล B7 วัดได้ 222.3 ซม. จำนวน 291,250 ลิตร 5. เก็บตัวอย่าง ถัง TS5 เบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 วัดได้ 40.2 ซม. จำนวน 64,997 ลิตร ส่วนหลังจากนี้คณะพนักงานสืบสวนกองคดีคุ้มครองผู้บริโภคจะได้ประสานกับ บก.ปคบ. ในรายละเอียดเรื่องการรับมาทำการสอบสวนภายใต้ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ต่อไป
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า สำหรับการรับโอนกรณีของบริษัทใน จ.อ่างทอง ที่ดีเอสไอและหน่วยงานภาคีเกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบพฤติการณ์ในเรื่องการครอบครองน้ำมันเชื้อเพลิง ว่าจะมีการรับมาเป็นคดีพิเศษด้วยหรือไม่นั้น เบื้องต้นที่ได้ดูข้อมูลก็จะได้รับมาเป็นคดีพิเศษด้วยเช่นเดียวกัน โดยจะแยกเป็นคดีพิเศษอีกหนึ่งคดี ไม่ซ้ำกับเลขคดีพิเศษที่ 59/2569 อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอไม่ต้องรอให้ทางพาณิชย์จังหวัดอ่างทองเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่แต่อย่างใด เนื่องจากพฤติการณ์ทางคดีดังกล่าวนี้ ทางตำรวจ บก.ปคบ. ได้สอบสวนเป็นคดีอาญาไว้ก่อนแล้ว แต่เพียงแค่เรารับรายละเอียดพฤติการณ์ทางคดีมาเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประสานงานด้านเอกสาร
ทั้งนี้ ดีเอสไออาจไม่จำเป็นต้องรอผลตรวจคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงที่พลังงานจังหวัดอ่างทองได้มีการสุ่มเก็บตัวอย่างจากถังน้ำมัน 2 ถัง จากทั้งหมด 5 ถังของบริษัท เพื่อที่จะรับเป็นคดีพิเศษแต่อย่างใด เพราะขณะนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอก็มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลทุกอย่างเพื่อเสนอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณารับพฤติการณ์ทางคดีใด ๆ เป็นคดีพิเศษอยู่แล้ว ซึ่งในกรณีพฤติการณ์ของบริษัทที่อ่างทอง ไม่ต้องเสนอรายละเอียดไปที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) อีกแล้ว เนื่องจากพฤติการณ์ทางคดีเข้าข่ายตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษให้คดีความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ซึ่งเป็นกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางฯ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อน หรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรมฯ
ส่วนขั้นตอนถัดไปหากดีเอสไอได้รับโอนสำนวนจากตำรวจ บก.ปคบ. กรณีบริษัทที่อ่างทองมาเป็นคดีพิเศษด้วยนั้น ก็จะเริ่มต้นด้วยการออกหมายเรียกพยาน เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในพฤติการณ์ทางคดีเข้าชี้แจงกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ แม้ว่าบุคคลดังกล่าวจะไม่ได้ปรากฏรายชื่อในสัดส่วนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ก็ตาม ซึ่งประเด็นที่จะสอบสวนเพิ่มเติม ก็คือการขยายประเด็นไปยังกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด หรือการเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด ซึ่งจะไม่เน้นแค่เฉพาะเรื่องการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่หากมีเรื่องผลตรวจสอบคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทฯ แล้วพบว่ามีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นกี่ถังก็ตาม ดีเอสไอก็จะได้ดำเนินการทางคดีเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน
...
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า สำหรับคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่จะมีหน่วยงานภาคีอื่นที่ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันกับดีเอสไอ มาร่วมเป็นพนักงานสอบสวนด้วยนั้น ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้มีการเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อลงนาม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนตามลำดับชั้นของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าวนี้ จะได้ทำงานร่วมกันเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและคลี่คลายคดีการกักตุนให้มีประสิทธิภาพ
ส่วนกรณีที่พบข้อมูลของเรือวิ่งขนส่งน้ำมันกลางทะเลสุราษฎร์ธานีผิดปกติ จำนวน 12 ลำ (20 เที่ยวเรือ) โดยมีเจ้าของบริษัทเรือทั้งหมด 8 บริษัท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประวิงเวลา ชะลอการขนส่งน้ำมัน จนส่งผลให้มีน้ำมันล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตรนั้น จากรายงานข้อมูลการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบว่าโรงกลั่นน้ำมันในพื้นที่ภาคตะวันออกมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชะลอของเรือขนส่งน้ำมันในสุราษฎร์ธานีแต่อย่างใด เนื่องด้วยทางโรงกลั่นได้มีการจัดส่งน้ำมันให้เรือขนส่งน้ำมันจริง
ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำโดยกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ได้มีการออกหนังสือเชิญบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 8 บริษัท ซึ่งเป็นเจ้าของเรือทั้ง 12 ลำ (20 เที่ยวเรือ) เข้าให้ปากคำชี้แจงในฐานะพยาน ที่ กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ชั้น 10 ศูนย์ราชการฯ อาคารซี ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เนื่องจากในคดีการกักตุนน้ำมัน พบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือ จำนวน 20 เที่ยวเรือ ด้วยเรือ 12 ลำ (จาก 8 บริษัท) ที่แล่นเข้ารับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนพบว่ามีน้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตร โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะเริ่มต้นสอบสวนปากคำตั้งแต่วันอังคารที่ 21-23 เม.ย. ซึ่งประเด็นที่จะใช้ในการสอบถาม เช่น การประกอบธุรกิจของบริษัทเป็นมาอย่างไร ใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ มีความเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันทางเรืออย่างไร เป็นต้น
...