กรมคุมประพฤติ เผยสถิติวันที่ 6 คุมเข้มช่วง "สงกรานต์" พบคดี "เมาแล้วขับ" พุ่ง เชียงใหม่ครองแชมป์ รองลงมาคือ สมุทรปราการ และนนทบุรี 

วันที่ 16 เม.ย. 2569 ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยผลการติดตามสถานการณ์คดีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 ว่า เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ซึ่งเป็นวันที่ 6 ของการดำเนินมาตรการควบคุมเข้มข้น พบว่ามีคดีเข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติ รวมทั้งสิ้น 1,271 คดี แบ่งออกเป็น คดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 1,219 คดี คิดเป็นร้อยละ 95.9 คดีขับเสพ จำนวน 51 คดี คิดเป็นร้อยละ 4.0 และคดีขับซิ่ง จำนวน 1 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.1 


ขณะที่ยอดคดีสะสมตลอด 6 วัน ตั้งแต่ 10 – 15 เม.ย. จำนวนทั้งสิ้น 5,232 คดี แบ่งเป็น คดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 4,945 คดี คิดเป็นร้อยละ 94.51 คดีขับรถประมาท จำนวน 4 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.08 คดีขับเสพ จำนวน 281 คดี คิดเป็นร้อยละ 5.37 และคดีขับซิ่ง จำนวน 2 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.04

สำหรับจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 680 คดี 2. จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 433 คดี และจังหวัดนนทบุรี จำนวน 335 คดี

...


ทั้งนี้ จากการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” การขับรถเร็วและการดื่มแล้วขับ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งกรมคุมประพฤติได้บูรณาการกับทุกหน่วยงานรองรับเดินทางกลับกรุงเทพฯ อย่างปลอดภัยของประชาชน พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด “ดื่มแล้วขับ จับจริง” นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มข้นของ “ด่านชุมชน” และ “จุดบริการประชาชน” เพื่อป้องปรามและตักเตือนผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้สำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศดำเนินมาตรการเชิงรุก โดยคัดกรองผู้ถูกคุมความประพฤติที่มีปัญหาการดื่มสุราอย่างเป็นระบบ เพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ไขฟื้นฟู และส่งต่อเข้ารับการบำบัดรักษา ตามแนวทางการคัดกรองและส่งต่อผู้มีอาการติดสุรา ตลอดจนจัดกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสำหรับผู้กระทำผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569

นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย นำผู้ถูกคุมความประพฤติทำงานบริการสังคม สนับสนุนการปฏิบัติงานในจุดบริการประชาชน จำนวน 9 จุด มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 158 ราย และจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจรและโทษภัยของแอลกอฮอล์ จำนวน 1 ครั้ง มีผู้เข้าร่วม 42 ราย เพื่อสร้างการตระหนักรู้และเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม พร้อมมีส่วนร่วมในการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมอย่างยั่งยืน