ดีเอสไอ ร่วมกรมธุรกิจพลังงาน ตรวจเข้มคลังน้ำมัน 8 จุด ใน 4 จังหวัด ไม่พบปั่นราคา-ความผิดปกติของจ๊อบเบอร์ พร้อมวางมาตรการป้องกัน ลอบขนน้ำมันไปขายประเทศเพื่อนบ้าน

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 24 มี.ค. 69 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เผยถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมัน ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 กรณีแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง 8 จุด 4 จังหวัด ว่า เมื่อวันที่ 21-22 มี.ค. เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจครบถ้วนทุกจุด ไม่พบสิ่งผิดปกติ ทั้งตัวเลขและปริมาณน้ำมันในถัง โดยมีการปีนขึ้นไปตรวจสอบถึงด้านบนถังน้ำมันว่าน้ำมันคงเหลือหรือไม่ ซึ่งเหลือเพียงก้นถังไม่สามารถนำขึ้นมาจำหน่ายได้ รวมทั้งขณะนี้ยังไม่พบความผิดปกติของจ๊อบเบอร์ และการปั่นราคา

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ตนได้เรียกประชุมอธิบดีดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง มอบหมายให้มีบัญชีผู้ค้า ตามมาตรา 7 จำนวน 55 ราย เข้าไปปูพรมตรวจค้นทุกภาค ส่วนผู้ค้า ตามมาตรา 10 มีทั้งสิ้น 245 ราย ได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าทำการตรวจค้นเรียบร้อยแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลมีมาตรการเข้มข้นแล้วแต่ยังเกิดปัญหาเพราะมีการลักลอบนำน้ำมันออกไปประเทศเพื่อนบ้าน จะมีความผิดหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนน้ำมันลักลอบไปต่างประเทศ เช่น ประเทศมาเลเซีย มีราคาน้ำมันสูงกว่าประเทศไทย การลักลอบนำน้ำมันไปขายไม่มีความเป็นไปได้ แต่อาจเป็นรถที่วิ่งระหว่างประเทศ มีการเติมน้ำมันในประเทศไทย ซึ่งวิ่งใช้งานทั้ง 2 ประเทศมากกว่า ส่วนกรณีประเทศเมียนมาหรือประเทศเพื่อนบ้านอื่นนั้น มีการเซ็นสัญญาหรือตกลงซื้อขายกันแล้วก็ต้องดำเนินการ แต่เป็นในปริมาณไม่มากและไม่มีการให้จำนวนเพิ่มขึ้น 

...

สำหรับมาตรการป้องกัน เจ้าหน้าที่มีมาตรการดำเนินการ อย่างวันที่ 22 มี.ค. ตนเดินทางร่วมกับ กองบังคับการตำรวจน้ำ กำชับการปฏิบัติของเรือที่ลักลอบขนน้ำมันไปขายยังต่างประเทศ โดยตำรวจน้ำมีแผนวงรอบตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง มีการปล่อยเรือ 708 ออกตรวจวนกันไปอย่างต่อเนื่อง ยืนยันการตรวจค้นแต่ละจุดจะดูเรื่องปริมาณกับคุณภาพน้ำมัน รวมทั้ง หน้าคลังหรือโรงกลั่นว่าเป็นตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ดีเอสไอ รายงานผลเข้ามาว่ายังไม่พบการกระทำความผิด โดยช่วงเย็นวันนี้จะมีการสรุปผลการปฏิบัติอีกครั้ง


ด้าน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมาตรการควบคุมราคาสินค้า ว่า อันดับแรก ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้า และติดตามราคาสินค้าโดยใช้มาตรการต่างๆ เช่น การขึ้นราคาต้องมาขออนุญาต พร้อมขอความร่วมมือกับผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ ผลิตสินค้าเรียกว่า “House brand” เป็นสินค้าแบรนด์บริษัทเอง จะมีต้นทุนต่ำกว่าสินค้าที่เป็นแบรนด์เนม เราได้มีการลิสต์รายการสินค้าที่มีความจำเป็น 30 รายการ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ผงซักฟอก ซึ่งจะทำสินค้าราคาพิเศษออกมา โดยผู้ประกอบการร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศจัดจำหน่ายสินค้าในราคาประหยัด

ส่วนกรณีต้นทุนสินค้ามีการขนส่งจะมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไร เราจะทำสินค้าทางเลือกให้กับประชาชน แต่สินค้าบางรายการต้องยอมรับกลไกตลาด ถ้าราคาสินค้าปรับขึ้นต้องให้ความเป็นธรรม เพราะการบิดเบือนกลไกตลาด ห้ามไม่ให้ขึ้นราคา สินค้าจะหายไปจากตลาด แต่เราทำทางเลือกให้กับประชาชน นำสินค้าที่มีคุณภาพใกล้เคียงมาจำหน่ายในราคาถูกเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน สำหรับสินค้ามีทางเลือก เช่น อาจจะมีบางรายขายข้าวกะเพราไก่ ไข่เจียว ราคา 80 บาท แต่บางรายขายเพียง 30 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นทางเลือกของประชาชน ถ้าสมมุติมีการตั้งราคาสูงมากก็ไม่มีคนซื้อ หากอ้างพื้นฐานมาจากน้ำมันแพง แต่เราก็สร้างทางเลือกให้กับประชาชน

นายวุฒิไกร กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบสินค้า พบมีสินค้าบางรายการราคาขึ้นบ้างแล้ว เราก็เข้าไปตักเตือน เพราะต้องเข้าใจวิถีชีวิตประชาชน แต่เราจะบอกว่ามีสินค้าทางเลือก และกระทรวงพาณิชย์จะไม่พยายามบิดเบือนกลไกตลาด รวมถึง ขอความร่วมมือร้านค้าปลีก-ส่งรายใหญ่ ให้คงราคาสินค้าไว้ ซึ่งหลายแห่งยืนยันว่าสินค้าที่จำหน่ายปัจจุบัน ยังเป็นต้นทุนเก่า อยู่ได้ถึงประมาณเดือน เม.ย. แต่เราก็มีมาตรการล่วงหน้า ไม่ได้รอให้ปัญหาเกิดขึ้น และเตรียมแถลงว่ามีสินค้าแบรนด์คุณภาพ ราคาประหยัดให้กับประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อมาตรการดังกล่าวจะตอบโจทย์หรือไม่ นายวุฒิไกร กล่าวว่า ยืนยันเราได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ผลิตคนไทยด้วยกัน ตามนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ต้องเข้าใจว่าบริหารสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ส่วนถุงพลาสติกใส่อาหารอาจกระทบต่อราคาสินค้าจะควบคุมอย่างไรนั้น เราต้องไปดูโครงสร้างแท้จริงของราคาว่าเม็ดพลาสติกขึ้นราคา ต้องดูว่าขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราทำโครงสร้างราคาไว้หมดแล้ว ฉะนั้น ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกต้องเป็นสินค้าควบคุม ถ้าขึ้นราคาต้องมาชี้แจงว่าขึ้นราคากี่เปอร์เซ็นต์

...

เมื่อถามว่ามาตรการกระทรวงพาณิชย์ออกมาดีแต่ยังมีเสียงสะท้อนจากชาวบ้านว่ายังแพง ไม่ตอบโจทย์ จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านพึงพอใจได้ นายวุฒิไกร กล่าวว่า เราจะพยายามกระจายสินค้าทุกพื้นที่ให้มากที่สุด ซึ่ง 1-2 วัน จะเห็นมาตรการสำคัญออกมา ผู้ประกอบการ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก-ส่ง จะร่วมมือกันกระจายสินค้าให้มากที่สุด ตอนนี้ กระทรวงพาณิชย์ ควบคุมราคาสินค้าอยู่ในลิสต์แล้ว 59 รายการ อาจนำเข้าไปอีกประมาณ 20 รายการ รวม ๆ แล้วประมาณ 80 รายการ สำหรับอนาคตหากราคาสินค้าขึ้นแล้วจะมีลงหรือไม่ ยืนยันว่าราคาสินค้าขึ้นแล้วก็ต้องลง เหมือนพระอาทิตย์ขึ้นยังมีลงเลย