ตำรวจไซเบอร์ เผยสถิติคดีหลอกทำงาน ภารกิจออนไลน์ พุ่งแซงหลอกลงทุน เตือนระวังนัดพบชายแดน - สกัดกลุ่มสแกมเมอร์ข้ามชาติ
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 4 มี.ค.69 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. เผยถึงสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันว่า สถิติการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการชักชวนทำงานหรือทำกิจกรรมออนไลน์ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจนกลายเป็นอันดับหนึ่ง แซงหน้ารูปแบบการหลอกลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นประเภทที่มีสถิติสูงสุด
โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมาพบว่าคดีหลอกให้ทำกิจกรรม เช่น กดไลก์ กดแชร์ หรือทำภารกิจออนไลน์ มีจำนวนมากกว่าคดีหลอกลงทุน ทั้งที่ในอดีตคดีหลอกลงทุนสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงและครองอันดับหนึ่งมาโดยตลอด สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบของกลุ่มมิจฉาชีพที่มุ่งเป้าไปยังประชาชนในรูปแบบใหม่
รอง ผบช. กล่าวต่อว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ Anti Cyber Scam Center ทำหน้าที่มอนิเตอร์และวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมและรูปแบบการกระทำความผิด ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงและความบิดเบี้ยวของทรานสคริปต์การสนทนาในหลายคดี สะท้อนถึงกระบวนการทำงานเป็นขบวนการ
ในส่วนของคดีหลอกลงทุน ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ Facebook ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทเมต้าได้เข้าหารือกับพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช หัวหน้าศูนย์ Anti Cyber Scam Center เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา แม้กฎหมายของสหรัฐอเมริกากับประเทศไทยจะมีความแตกต่างกัน แต่ทาง Meta Facebook Thailand จะช่วยประสานงานในส่วนหลังบ้าน เพื่อตรวจสอบบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุน รวมถึง Instagram และโปรแกรมต่าง ๆ ที่ถูกใช้เป็นช่องทางกระทำความผิด
นอกจากนี้ ยังมีการประสานความร่วมมือเพื่อเร่งรัดการปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยตำรวจไซเบอร์จะส่งข้อมูลให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งปิดเว็บไซต์ พร้อมทั้งต้องอาศัยความร่วมมือจากแพลตฟอร์มต่างประเทศในการดำเนินการ
...
ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 กล่าวเพิ่มเติมว่า การหลอกลวงว่าจ้างไปทำงาน ปัจจุบันพบพฤติการณ์นัดหมายผู้เสียหายไปยังพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะจังหวัดสระแก้วและจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายแดนประเทศกัมพูชา และสามารถลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติได้
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดมาตรการป้องกันในพื้นที่ชายแดน โดยประสานความร่วมมือกับตำรวจภูธร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจตระเวนชายแดน และกองกำลังบูรพา รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรมและที่พัก เพื่อเฝ้าระวังและสกัดกั้นการพาคนไทยไปทำงานเป็นสแกมเมอร์
ที่ผ่านมา กลุ่มคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์มักพาคนไทยไปสแกนใบหน้า เปิดบัญชีและรับเงินที่ฝั่งประเทศกัมพูชา แต่ขณะนี้พบว่าบางกลุ่มลักลอบเปิดห้องพักในโรงแรมบริเวณแนวชายแดนเพื่อทำการสแกนใบหน้าแทน เจ้าหน้าที่จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการรีสอร์ตและโรงแรมในพื้นที่ชายแดน หากพบกลุ่มบุคคลมาเช่าห้องพักในลักษณะน่าสงสัย หรือมีการนำอุปกรณ์เครื่องมือจำนวนมากเข้าพื้นที่ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที
นอกจากนี้ ยังฝากถึงบริษัทรับแลกเปลี่ยนเงินตรา แม้จะจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนำเงินสดมาแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินต่างประเทศหรือแปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัล โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย โดยขบวนการสแกมเมอร์มักใช้ช่องทางดังกล่าวในการฟอกเงิน ทั้งนี้ หากถูกตรวจสอบพบว่าเกี่ยวข้อง จะไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้ และอาจถูกดำเนินคดีในฐานะมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ความผิดฐานฟอกเงิน และความผิดฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
ทั้งนี้ ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคล โดยเฉพาะชาวต่างชาติ นำเงินสดจำนวนมากมาแลกเปลี่ยน ควรตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการ เพื่อป้องกันการตกเป็นเครื่องมือของขบวนการอาชญากรรม
ปัจจุบันมีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด เพื่อป้องกันการเดินทางไปทำงานเป็นสแกมเมอร์ พร้อมทั้งแจ้งเตือนตำรวจภูธรจังหวัดและสถานีตำรวจในพื้นที่ให้เฝ้าระวังกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัย ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเข้มงวด