ตำรวจสอบสวนกลาง ออกหมายจับ “เบน สมิธ” และภรรยา ตุ๋นนักธุรกิจลงทุนข้ามชาติหลายโครงการ สูญเงินกว่าพันล้านบาท ขยายผลตรวจค้น 6 จุด พื้นที่ภาคกลาง อายัดพยานหลักฐาน 13 รายการ

วันที่ 2 มี.ค. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. กล่าวว่า เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ประกอบด้วย กก.3 บก.ปอศ และ กก.3 บก.ป.ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับ นายเบน สมิธ (Mr.Ben Smith) อายุ 47 ปี และ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ภรรยา ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง, สมคบร่วมกันฟอกเงิน” หลังพบพยานหลักฐานว่า ทั้งสองได้ร่วมกับพวก หลอกลวงกลุ่มนักธุรกิจชาวต่างชาติมาร่วมลงทุนหลายโครงการ ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ท และธุรกิจพลังงาน จนสูญเงินรวมกันกว่า 1,000 ล้านบาท

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวอีกว่า สืบเนื่องจากเมื่อต้นปี 2559 นายเบน สมิธ ได้ทำทีตีสนิท กลุ่มผู้เสียหายที่เป็นนักธุรกิจชาวต่างชาติที่ต้องการขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย โดยการอ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำแนะนำด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ก่อนชักชวนให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้น บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งครั้งนั้นมีการลงทุนกันจริง

กระทั่งเมื่อผู้เสียหายไว้วางใจ นายเบน สมิธ จึงเริ่มออกอุบายหลอกเงินผู้เสียหาย โดยชักชวนให้ลงทุนในหุ้นเพซ 700 ล้านบาท โดยให้เจ้าของบริษัทหุ้นเพซ ทำสัญญากู้ยืมเงินและออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทน 7% และ 11% เป็นเงินกว่า 762 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องให้นางแคทรียา เป็นผู้บริหารการลงทุนในหุ้นนี้ ซึ่งมีระยะเวลาการบริหารกว่า 1 ปี รวมถึงยังหลอกให้ซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ราคา 255 ล้านบาท เพื่อไว้ประกอบธุรกิจปล่อยเช่า และหลอกให้ลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้า อีก 126 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการร่วมลงทุนกับนักลงทุนไทยเพื่อทำธุรกิจ กับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย แต่ต่อมาภายหลังผู้เสียหายเริ่มสังเกตพบความผิดปกติ เนื่องจากหุ้นเพซ ไม่มีความเคลื่อนไหว ตามที่ตกลงกันไว้

...


พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเห็นท่าไม่ดี คนในเครือข่ายของนายเบน สมิธ จึงออกอุบายเสนอให้ผู้เสียหายจ่ายเงินค่ามัดจำคอนโด 7 ห้องและค่าบิวท์อิน เป็นเงิน 144 ล้านบาท เพื่อตกแต่งและขาย อ้างว่า หากขายได้เงินมาแล้วจะใช้เงินคืนผู้เสียหายพร้อมค่าตอบแทนที่สูงกว่าที่ตกลงกันไว้ ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อยอมทำตาม จนกระทั่งผ่านมาถึงปี 2565 ผู้เสียหายกลับยังไม่ได้รับส่งมอบห้องชุดตามที่ตกลงกัน จึงพยายามติดต่อทวงถาม แต่ก็ถูกนายเบน สมิธและพวกบ่ายเบี่ยง ก่อนจะมาทราบภายหลังว่าห้องชุดทั้งหมดได้ถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นทั้งหมดแล้ว จึงทราบว่าถูกหลอกลวง ก่อนนำเรื่องเข้าแจ้งความไว้ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

ผบช.ก. กล่าวต่อว่า หลังรับเรื่องเจ้าหน้าที่จึงเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนพบพยานหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่า นายเบน, ภรรยา และพวก มีพฤติกรรมหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหายโดยการอ้างลงทุนธุรกิจต่าง ๆ หลายครั้ง โดยไม่ได้มีการนำเงินไปดำเนินการตามที่ตกลงกันไว้แต่แรก ซึ่งเข้าลักษณะการฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับดังกล่าว


พร้อมกันนี้ยังได้นำกำลังเข้าตรวจค้น 6 จุด ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลาง เพื่อตรวจค้นหาพยานเอกสาร พยานบุคคล นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี ก่อนสามารถตรวจยึดสิ่งของที่จะเป็นพยานหลักฐานในคดีเพิ่มเติม 13 รายการ ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 2 เครื่อง สมุดโน้ต 1 เล่ม โน้ตบุ๊กและแลปท็อป 2 เครื่อง แม็คบุ๊ก 1 เครื่อง ไอแพด 2 เครื่อง โทรศัพท์ 5 เครื่อง ฮาร์ดดิสก์ 2 ชิ้น และเอกสารต่าง ๆ เช่น งบการเงิน รายวันจ่ายประจำปี ตราประทับบริษัท รวม 6 รายการ