พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4 แถลงรวบยกแก๊งบัญชีม้า ขยายผลจับสองผัวเมีย นายหน้าชาวไทย รับงานบอสเครือข่าย “ปอยเปต” 1 บัญชี ได้ 6 พันบาท พร้อมทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ บุกยึดเครื่องซิมบ็อกซ์ซุกรีสอร์ตเมืองหนองคาย ตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรหลอกเหยื่อ

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่ ศปก.บก.สส.ภ.4 พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4 พ.ต.อ.พงศ์ฤทธิ์ คงศิริสมบัติ รอง ผบก.สส.ภ.4 พ.ต.อ.สมภพ กองสมบัติ ผกก. สืบสวน 1 บก.สส.ภ.4 พ.ต.อ.นุติ ศักดิ์สุภาพ ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.4 ร่วมกันแถลงผลการจับกุม นายเกียรติศักดิ์ดา เหล็กหล่ม อายุ 56 ปี ชาว อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 576/2568 ลงวันที่ 24 ธ.ค. 2568 ในคดีครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนไปในที่ทางสาธารณะฯ พร้อมด้วยของกลาง อาวุธปืนพกสั้น จำนวน 2 กระบอก และจับกุม น.ส.รัชนก วะทันติ อายุ 37 ปี ชาว อ.สระใคร จ.หนองคาย ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 575/2568 ลงวันที่ 24 ธ.ค. 2568

...




สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.4 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาบัญชีม้า ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จำนวน 3 ราย จึงได้สืบสวนขยายผลว่ามีการส่งบัญชี ที่ได้ทำการเปิดแล้วไปที่ใด จนทราบว่า ส่งให้กับบุคคลที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ไปยัง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จึงได้ทำการสืบสวนขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องหรือเครือข่ายที่มีการส่งพัสดุไปยังสถานที่แห่งเดียวกันพบว่ามีการส่งพัสดุจากบริษัทรับส่งพัสดุ 17 แห่ง ใน 7 จังหวัดของพื้นที่ภาค 4 และพบชื่อที่อยู่ของบุคคลจำนวน 6 คน ที่ทำหน้าที่รับส่งพัสดุที่เป็นสมุดบัญชีพร้อมบัตรเอทีเอ็มและซิมการ์ดไปยัง อ.อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จึงได้ทำการจับกุมทั้ง 6 คน ในข้อหา "ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด พร้อมยึดของกลาง สมุดบัญชีธนาคารต่างๆ จำนวน 27 เล่ม, โทรศัพท์มือถือยี่ห้อต่างๆ 17 เครื่อง, บัตร ATM 15 ใบ และซิมการ์ด 15 ซิม

ทำการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 6 คน ต่างให้การตรงกันว่า ได้รับการติดต่อจาก น.ส.รัชนก ให้ทำการเปิดบัญชีธนาคาร โดยจะให้ค่าจ้างบัญชีละ 3,000 บาท ทั้ง 6 คนก็มีทั้งเปิดบัญชีธนาคารเองและหาคนรู้จักมาเปิดบัญชีให้ ซึ่งส่วนใหญ่จะจ่ายค่าจ้างคนเปิดบัญชีรายละ 3,000 บาทเท่ากัน ซึ่งส่วนใหญ่ทุกคนที่เปิดบัญชี ต้องทำแอปพลิเคชันผ่านบัญชีธนาคารลงในโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ฝ่ายนายจ้างที่อยู่ที่ปอยเปตง่ายต่อการเบิกถอนเงิน เพราะถ้าใช้แบบกดบัตรเอทีเอ็มจะยุ่งยากในการเบิกถอนเงิน เมื่อได้บัญชีธนาคารและทุกอย่างครบเรียบร้อยก็จะมอบให้ น.ส.รัชนก เพื่อทำการส่งไปรษณีย์ หรือจัดส่งเอกชน ส่งไปยังผู้รับที่อยู่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว หลังทราบรายละเอียด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมหลักฐาน ขอศาลจังหวัดอุดรธานี ทำการจับกุม น.ส.รัชนก ซึ่งจับกุมตัวได้ที่บ้านพักในจังหวัดหนองคาย พร้อมสามี

จากการสอบสวนในเบื้องต้น น.ส.รัชนก ให้การว่า เคยขายบัญชีตัวเองให้กับเครือข่ายจัดหาบัญชีม้า จึงรู้วิธีการและขั้นตอน รวมทั้งที่มาของรายได้ จึงได้มีการประสานงานกับเครือข่ายบัญชีม้าที่อยู่ที่ปอยเปต เพื่อทำหน้าที่เป็นนายหน้า ในการหาคนมาเปิดบัญชีม้า โดยบอสที่อยู่ต่างประเทศจะมีรายได้ให้คือ หากหาคนเปิดบัญชีม้าได้ 1 บัญชีจะจ่ายค่าจ้างให้ 6,000 บาท แต่ตนจะจ่ายให้คนเปิดบัญชีเพียง 3,000 บาท และตนจะมีรายได้จากยอดเงินที่โอนเข้าบัญชีม้า 3% จึงได้ทำหน้าที่นายหน้า หาคนไทยมาเปิดบัญชีม้า เพื่อส่งไปให้บอสที่ต่างประเทศ

หลังการสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวสองสามีภรรยาไปดำเนินคดีตามกฎหมาย และยังจะขยายผลจับกุม บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายจัดหาบัญชีม้าข้ามชาติ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย




พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4 ยังได้แถลงถึงผลการจับกุม น.ส.เสาวณี ทองวิเศษ อายุ 36 ปี ชาว อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย พร้อมของกลาง เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์ แบบใส่ซิมการ์ด (Sim box) จำนวน 6 เครื่อง, เครื่องกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต แบบไร้สาย (Router wifi) ชนิดใส่ซิมการ์ด จำนวน 5 เครื่อง, เครื่องสำรองไฟ (UPS) จำนวน 1 เครื่อง และกล้องวงจรปิด จำนวน 2 เครื่อง

สืบเนื่องจาก ผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย พบความผิดปกติของการใช้งาน จึงได้เข้าร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.4 ทำการตรวจสอบ จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.4 จึงลงพื้นที่ทำการตรวจสอบสถานที่ต่างๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องในการใช้สัญญาณโทรศัพท์ที่ไม่ปกติ และอาจเป็นที่ตั้งเครื่องแปลงสัญญาณ ในขณะเดียวกันก็มีพลเมืองดีแจ้งว่า พบกลุ่มคนต้องสงสัย เช่าห้องพักรายวันแบบชั่วคราว ซึ่งเป็นรีสอร์ต ในพื้นที่ ต.ในเมือง อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย และรีสอร์ต ในพื้นที่ ต.มีชัย อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย ซึ่งทั้ง 2 จุด มีบุคคลที่น่าสงสัยเข้าออกและพักบ้างในบางวัน จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจสอบ

จึงขอหมายค้นจากศาลจังหวัดหนองคาย เข้าตรวจค้นทั้ง 2 จุด จุดแรกก็พบ น.ส.เสาวณี ทองวิเศษ อายุ 36 ปี อยู่ภายในห้องพัก ตรวจค้นในห้องพัก พบสายไฟถูกเจาะจากสวิตช์ไฟไปยังฝ้าเพดานของห้องพัก เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจสอบบนฝ้าเพดานก็พบเครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์ แบบใส่ซิมการ์ด (Sim box), เครื่องกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต แบบไร้สาย (Router wifi) ชนิดใส่ซิมการ์ด และเครื่องสำรองไฟ จากนั้นก็ไปตรวจค้นที่จุดที่ 2 ก็พบของกลางชนิดเดียวกัน วางอยู่บนฝ้าเพดานของห้องพัก จึงตรวจยึดของกลางทั้งหมดและคุมตัว น.ส.เสาวณี ไปสอบสวน

...




จากการสอบสวน น.ส.เสาวณี ให้การว่า ไม่ทราบว่ามีการติดตั้งอุปกรณ์ซิมบ็อกซ์ไว้ในห้องพัก เพราะเพียงแค่ได้รับการติดต่อจากเพื่อนชาย 2 คน ให้มานอนที่รีสอร์ต และเห็นว่านอนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย จึงนอนมาเรื่อย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองหนองคาย ดำเนินคดีในข้อหา ใช้เครื่องวิทยุโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต, และซ่อนเร้นสิ่งของซึ่งไม่ผ่านพิธีการศุลกากร

รอง ผบช.ภ.4 กล่าวอีกว่า ซิมบ็อกซ์ คืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับใส่ซิมการ์ดจำนวนมาก เพื่อให้สามารถรับและโทรออกผ่านเครือข่ายมือถือได้ เพื่อเปลี่ยนการโทรทางไกลให้เป็นสายท้องถิ่นราคาถูก แต่กลายเป็นเครื่องมือหลักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในการปลอมเบอร์โทรศัพท์ และหลอกลวงเหยื่อ โดยซ่อนตัวตนและสลับซิมการ์ดเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ และในกรณีการพบของกลางทั้งหมดนั้น ในเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ว่าไม่รู้เห็น เป็นเพียงการมาเปิดรีสอร์ต นอนกับเพื่อน จึงจะต้องสอบสวนขยายผลต่อไปว่า เพื่อนชาย 2 คนที่ไหวตัวออกจากรีสอร์ตไปก่อนนั้น เกี่ยวข้องกับการติดตั้งอุปกรณ์ซิมบ็อกซ์เหล่านี้หรือไม่ ซึ่งตำรวจจะต้องขยายผลจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

“ประชาชน ที่เข้าพักในโรงแรม รีสอร์ต ในพื้นที่ ภ.4 หากมีการพบความผิดปกติของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ สามารถแจ้งมายังโรงพักทุกแห่งเพื่อเข้าทำการตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้ประชาชนระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อการชักชวน รับจ้างให้ทำการบัญชีธนาคาร บัญชีพร้อมเพย์ บัญชีวอลเล็ต หรือให้ยืมบัญชีของตนเอง ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ในปัจจุบันมีหลอกลวงให้ประชาชนรับจ้างเปิดบัญชี หรือเป็นธุระจัดหาบัญชีให้ผู้อื่น โดยอ้างว่าจะนำไปใช้ทำธุรกิจ รับโอนเงิน หรือให้ค่าตอบแทนง่าย ๆ ซึ่งในความเป็นจริง บัญชีดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้า สำหรับกระทำความผิดทางอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่น หลอกลวงประชาชน ฉ้อโกงออนไลน์ หรือฟอกเงิน ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นผู้หลอกลวงผู้เสียหายโดยตรง แต่หากยินยอมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการเปิดบัญชี ให้ยืมบัญชี หรือจัดหาบัญชีให้ผู้อื่น ย่อมถือว่า มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดตามกฎหมาย จะได้รับโทษทางกฎหมายเช่นเดียวกับตัวการที่หลอกลวงผู้อื่น”

...