ตำรวจ ปคม.เปิดปฏิบัติการ “ปิดเกมโอมิ” ลวงรักสู่กรงเงิน ทลายเครือข่ายแม่–พ่อเลี้ยง พาลูกสาววัย 14 ลวงหนุ่มใหญ่ให้มีเพศสัมพันธ์กับลูกสาว ก่อนกรรโชกทรัพย์มีผู้เสียหายหลายราย สูญเงินกว่า 8 ล้าน
เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 15 ม.ค.ที่ ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 กองบังคับการปราบปราม(บกป.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม. พ.ต.อ.ก่อเกียรติ วุฒิจำนงค์ ผกก.1 บก.ปคม. พ.ต.ต.ก่อเกียรติ เกียรติตั้ง สว.(สอบสวน) กก.1 บก.ปคม. ร่วมกันแถลงจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ประกอบด้วย น.ส.ชมพูนุช อายุ 36 ปี นายบุญฤทธิ์ อายุ 57 ปี นายกันณะเร็ชณ์ อายุ 49 ปี ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา
ข้อหา “เป็นอั้งยี่ โดยเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย, ร่วมกันกรรโชก โดยข่มขืนใจผู้อื่น ให้ ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์และร่วมกันฟอกเงิน” จับกุมได้ที่บ้านพักในพื้นที่ ต.ดอนแสลบ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี และบ้านพักอีก 2 แห่งในพื้นที่ ต.บางมัญ อ.เมืองสิงห์บุรี
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า คดีนี้สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายกับพวก 4 ราย เข้าพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคม. เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ชมพูนุช กับพวก พร้อมให้การว่า น.ส.ชมพูนุชฯ นำ ด.ญ.หนิง (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ซึ่งเป็นลูกสาวแท้ ๆ มาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับกรรโชกทรัพย์ หรือความผิดที่เกี่ยวข้อง เหตุเกิดในพื้นที่ จ.อ่างทอง, สุโขทัย, กาญจนบุรี, เพชรบุรี และกทม. เป็นการกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกันหลายท้องที่
พ.ต.อ.ก่อเกียรติ กล่าวว่า หลังได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย ตำรวจ กก.1 บก.ปคม. ได้เร่งสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดจนพบว่า น.ส.ชมพูนุช แม่เด็กหญิงหนิง มีพฤติการณ์ใช้หน้าลูกสาวอายุ 14 ปี สมัครแอปฯ หาคู่ พร้อมปลอมอายุว่ามากกว่า 18 ปี ติดต่อทักทายหนุ่มใหญ่ผ่านแอปฯ เพื่อคัดเลือกเหยื่อที่มีฐานะผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งยังปลอมเป็นลูกสาวทักไปหาพูดคุยสนทนาสร้างความสนิทสนมในลักษณะเชิงรักใคร่ จากนั้น น.ส.ชมพูนุช จะวางแผนร่วมกับนายบุญฤทธิ์ ผู้ต้องหาที่อ้างตัวเป็นบิดาของ ด.ญ.หนิง นัดพบกับกลุ่มผู้เสียหายแต่ละราย โดยมีเจตนาแอบแฝงในการให้กลุ่มผู้เสียหายร่วมมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก
...
พ.ต.อ.ก่อเกียรติ กล่าวต่อว่า เมื่อนัดหมายโรงแรมกันได้แล้ว น.ส.ชมพูนุช กับนายบุญฤทธิ์ จะนำลูกสาวไปส่งที่ห้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่จะจองห้องอยู่ข้างๆ จนเมื่อเห็นว่าลูกสาวมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายและแยกย้ายกันแล้ว น.ส.ชมพูนุช ที่รออยู่ห้องติดกัน จะออกมารับลูกสาวเพื่อสอบถามว่ามีเพศสัมพันธ์กันหรือไม่ เมื่อลูกสาวรับว่ามีเพศสัมพันธ์กันจริง น.ส.ชมพูนุช และนายบุญฤทธิ์ จะโทรศัพท์ติดต่อกับผู้เสียหาย บอกว่า ด.ญ.หนิง มีอายุไม่ถึง 18 ปี พร้อมข่มขู่และเรียกเงินจากผู้เสียหาย ลักษณะกรรโชกทรัพย์ เป็นเงินตั้งแต่ 2–4 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่แจ้งความดำเนินคดี
พ.ต.อ.ก่อเกียรติ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพฤติการณ์โดยละเอียด พบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน มีการปกปิดวิธีการดำเนินการ และสร้างตัวละครหลายบทบาทเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อผู้เสียหาย และให้นายกันณะเร็ชณ์ โทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายอ้างว่าเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมให้ นายบุญฤทธิ์ ที่เป็นพ่อเลี้ยงของ ด.ญ.หนิง แสดงตัวว่าเป็นบิดาที่แท้จริง เพื่อวางแผนร่วมกันข่มขู่เรียกเงินจากผู้เสียหาย
ทั้งนี้ ถ้าผู้เสียหายไม่ยอม กลุ่มผู้ต้องหาจะเข้าแจ้งความตามสถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุ จากนั้นจะนำบันทึกแจ้งความไปข่มขู่ผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายยินยอมจ่ายเงินให้แล้ว กลุ่มผู้ต้องหาจะฉีกประจำวันทิ้ง เพื่อแสดงให้ดูว่าไม่เอาเรื่องแล้ว แต่ทั้งนี้เนื่องจาก ด.ญ.หนิง มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ผู้เสียหายทั้ง 4 ราย จึงถูกตำรวจท้องที่ดำเนินคดีในข้อหากระทำชำเรา และอนาจาร พรากผู้เยาว์ เด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ด้วย
จากการสืบสวนเพิ่มเติม พบกลุ่มผู้ต้องหาร่วมกันวางแผนกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายมาแล้วหลายราย รับเงินไปแล้วกว่า 8 ล้านบาท เมื่อรับเงินมาแล้ว จะนำไปเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน ยักย้าย ถ่ายเท อาทิ ซื้อทองคำ รถยนต์ และที่ดิน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5–8 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติศาลออกหมายค้นและหมายจับต่อศาลอาญา ก่อนเปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นจับกุมได้ดังกล่าว
พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นสมุดบัญชีธนาคาร 3 เล่ม, โฉนดที่ดิน 3 ฉบับ, สร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่อง 40 รายการ, โทรศัพท์มือถือ, อาวุธปืนลูกซอง รวมทรัพย์สิน กว่า 4,000,000 บาท สอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การปฏิเสธ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคม. ดำเนินคดีพร้อมขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องต่อไป
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขอฝากเตือนภัยไปยังประชาชน ให้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจมีกลุ่มผู้กระทำความผิดนำเด็กและเยาวชนมาเป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม เช่น การค้ามนุษย์ หรือการล่อลวงเด็กและเยาวชนผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะกรณีที่มีการนัดพบเด็กและเยาวชนในลักษณะกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินหรือผลประโยชน์โดยมิชอบ หากพบพฤติการณ์เข้าข่ายหลอกลวง ข่มขู่ หรือแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเรียกรับทรัพย์ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที
...
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเรื่องดังกล่าวที่เกิดเป็นเรื่องขึ้น เนื่องจากผู้เสียหายทั้ง 4 ราย เมื่อถูกดำเนินคดีตามสถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุแล้ว เกิดรู้ข่าวว่ามีผู้เสียหายที่ถูกกระทำลักษณะเดียวกันจากกลุ่มผู้ต้องหา จึงรวมตัวกันเข้าแจ้งความกับตำรวจ กก.1 บก.ปคม. ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมดดังกล่าว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่คาดว่าน่าจะมีเหยื่ออีกหลายรายที่ถูกกระทำลักษณะเช่นนี้ด้วย