หน่วยความมั่นคง ลงพื้นที่ตรวจสอบปั๊มน้ำมัน 5 จุดที่นราธิวาส สอบสวนพบเป็นกลุ่มที่เคยก่อเหตุใหญ่มาแล้วหลายครั้ง คาดบางส่วนหนีเข้ามาเลย์ ขึ้นเขากบดาน

วันที่ 13 ม.ค. 69 ความคืบหน้ากรณีคนร้ายก่อความไม่สงบ นัดแนะกระจายกำลังและลอบวางระเบิด สถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงปั๊มน้ำมัน ในพื้นที่ 5 จุด 5 อำเภอของ จ.นราธิวาส คือ สุไหงโก-ลก แว้ง เจาะไอร้อง ระแงะ และจะแนะ ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดในช่วงดึกของวันที่ 11 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

จากการสืบสวนสอบสวนเก็บวัตถุพยานในพื้นที่จุดเกิดเหตุทั้ง 5 จุด พบว่า ระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ บรรจุในภาชนะถังดับเพลิง หนักลูกละ 20 กก. แต่ละจุดจะมีการจุดชนวนระเบิด 2 ระบบ คือ จุดชนวนด้วยการตั้งเวลา และใช้รีโมทคอนโทรล ไปวางก่อเหตุในแต่ละที่เป้าหมายทั้งตู้หัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ร้านสะดวกซื้อ รวมทั้งรถบรรทุกน้ำมัน โดยมุ่งเน้นความเสียหาย แต่ไม่ประสงค์ชีวิต


และแนวทางในการสืบสวนสอบสวนได้ควบคู่กับการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของปั๊มแต่ละแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่คนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้ ตามปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละแห่ง คนร้ายจะแต่งกายชุดสีดำ มีอาวุธปืนครบมือ และแต่ละปั๊มคนร้ายจะมีจำนวน 4 ถึง 6 คน ขึ้นอยู่ว่าแต่ละปั๊มมีขนาดใหญ่ กลาง หรือเล็ก เพื่อให้เหมาะสมกับงาน และสามารถหลบหนีได้อย่างปลอดภัย หลังลงมือก่อเหตุแล้วเสร็จ

...

หน่วยงานความมั่นคงและชุดคลี่คลายคดีความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดที่แต่ละปั๊มจำหน่ายน้ำมัน สามารถบันทึกกลุ่มคนร้ายเอาไว้ได้ มาทำการตรวจสอบและนำไปเปรียบเทียบกับวงจรปิดที่คนร้ายเคยก่อเหตุในพื้นที่ทั้ง 5 อำเภอ ที่ได้รับความเสียหายจากการลอบวางระเบิดปั๊มจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในครั้งนี้ พบว่า จากพฤติกรรมรูปพรรณสัณฐานรวมไปถึงการคุ้มกันในระหว่างก่อเหตุของกลุ่มคนร้าย มีการวางแผนเป็นระบบทั้งการเข้าก่อเหตุ และในระหว่างหลบหนี

ซึ่งผลจากการประเมินและวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่เชื่อมั่นว่ากลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้ เป็นกลุ่มสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรงกลุ่มเดิม ๆ ที่อาจจะมีสมาชิกคนรุ่นใหม่ในพื้นที่เกิดขึ้นในแต่ละจุดมาเสริมเขี้ยวเล็บ ในการสอดส่องดูแลช่วงเวลาที่ปลอดภัยที่สุดในการลงมือปฏิบัติการ


โดยเจ้าหน้าที่เชื่อมั่นและเป็นแนวทางในการติดตามพฤติกรรม สืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามจับกุมทั้งผู้บงการ แกนนำ และสมาชิกของเครือข่ายบุคคลที่ก่อเหตุลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงทั้ง 5 จุด ใน 5 อำเภอ โดยแยกเป็น 1. คนร้ายที่ก่อเหตุในพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง เป็นกลุ่มนายมูซอฮา เจะเด็ง ที่เคยร่วมก่อเหตุปล้นทองห้างที่ สุไหงโก-ลก 2. อำเภอระแงะ เป็นกลุ่มนายอารง ดือราโพ ที่เคยก่อเหตุปล้นรถบริษัทน้ำดื่ม และนำไปใช้เป็นพาหนะปล้นร้านค้าในพื้นที่ อ.ระแงะ 

3. อำเภอจะแนะ เป็นกลุ่มนายอับดุลเลาะ บูละ ที่เคยก่อเหตุลอบเผารถยนต์และเครื่องจักรกลในเหมืองแร่ 4. อำเภอแว้ง เป็นกลุ่มนายตอเย็บ เมทารง ที่เคยก่อเหตุลอบวางระเบิดโรงไฟฟ้าชีวมวล และ 5. อำเภอสุไหงโก-ลก เป็นกลุ่มเครือข่ายเดียวกันกับนายตอเย็บ เมทารง ที่เคยปล้นทองห้าง ที่สุไหงโก-ลก ที่เจ้าหน้าที่กำลังแกะรอยเชื่อมโยง และกลุ่มคนร้ายทั้ง 5 กลุ่มที่ร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ ได้มีการแยกย้ายหลบหนีเป็น 2 ส่วน คือ หลบหนีกบดานบนเทือกเขา และบางส่วนหลบหนีกบดานในประเทศเพื่อนบ้านตามช่องทางธรรมชาติ

และจากการติดตามการเคลียร์พื้นที่ปั๊มจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุการณ์ผ่านไป 3 วัน พบว่า สถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ตันหยงมัส ออยล์ ซึ่งตั้งอยู่ ม.1 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ ล่าสุด เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาตันหยงมัส ได้เข้าไปตรวจสอบระบบไฟฟ้า พบว่า หม้อแปลงไฟฟ้า 2 ลูก ได้รับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิดทั้งหมด ต้องมีการเปลี่ยนหม้อแปลงไฟฟ้าลูกใหม่จำนวน 2 ลูก 

ขณะที่พนักงานของปั๊ม ซึ่งเดินทางมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่เยียวยามาตรวจสอบความเสียหายแทนเจ้าของปั๊มที่ติดภารกิจ โดยพนักงานทั้ง 2 คน ได้เปิดเผยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น โดย น.ส.สารอยา บือซา พนักงานบัญชีของปั๊ม เปิดเผยว่า ตนเองทำงานที่ปั๊มแห่งนี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว รายได้จากงานตรงนี้เป็นรายได้หลักที่ใช้เลี้ยงดูครอบครัว แต่ ขณะนี้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีงานทำ และยังไม่ทราบว่าปั๊มจะกลับมาเปิดดำเนินการได้เมื่อใด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก เนื่องจากในครอบครัวมีสมาชิกที่กำลังศึกษาอยู่ทั้งหมด 4 คน หลังจากนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถไปทำงานอะไรต่อได้ หรือจะหางานใหม่จากที่ใด ขณะเดียวกันยังต้องรับภาระเลี้ยงดูลูก โดยรายได้หลักมาจากตนเองเป็นหลัก ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว

...


ด้าน น.ส.นิญาศมิณ เจ๊ะเง๊าะ พนักงานบัญชีของปั๊ม เปิดเผยเช่นกันว่า ตนเองเริ่มทำงานที่ปั๊มแห่งนี้เข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว และไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน แม้ตนจะไม่มีลูก และไม่มีสามี แต่ยังมีภาระครอบครัวที่ต้องดูแล ทั้งญาติที่ป่วยติดเตียง และน้องอีกหนึ่งคนที่กำลังศึกษาอยู่ หลังจากนี้คงต้องพยายามออกไปหางานทำที่อื่น แต่ในช่วงนี้ยังคงช่วยนายจ้างทำงานเท่าที่ทำได้ เช่น การช่วยเคลียร์เอกสาร และงานด้านบัญชีต่าง ๆ เพื่อประคองสถานการณ์ไปก่อน