“บิ๊กเต่า” ย้ำคดีสินบนทองคำ พัวพัน “บิ๊กโจ๊ก” พยานแน่น ลั่นทำงานตรงไปตรงมา แม้ถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้ง ยันคลิปไม่ตัดต่อ เปิดหลักฐานเพื่อให้สังคมเข้าใจ  

วันที่ 7 มกราคม 2569 เวลา 14.30 น. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยถึงกรณีที่ นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อคัดค้านการส่งสำนวนคดีสินบนทองคำกลับไปให้ตำรวจทำการสอบสวนเพิ่มเติม โดยฝ่ายทนายเห็นว่าคดีควรเดินหน้าต่อในชั้น ป.ป.ช. ไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า การนำพยานหลักฐานบางส่วนมาเผยแพร่ต่อสื่อ เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่มีข้อห้าม และเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานเท่านั้น จุดประสงค์เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสังคม ลดความสับสน และป้องกันความเสียหายต่อภาพลักษณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมระบุว่ายังมีพยานหลักฐานเชิงลึกอีกจำนวนมากที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งจะช่วยให้สำนวนคดีมีความสมบูรณ์และหนักแน่นยิ่งขึ้น

สำหรับข้อกล่าวหาที่ฝ่ายทนายของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่าตำรวจได้พยานหลักฐานมาโดยมิชอบ รวมถึงมีการตัดต่อคลิปวิดีโอ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่า พยานหลักฐานทั้งหมดผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่พบการตัดต่อ พร้อมย้ำว่ากระบวนการนำพยานหลักฐานเข้าสู่ชั้นศาลมีความรัดกุม และตำรวจจะไม่ปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาดในประเด็นสำคัญเช่นนี้

ในส่วนของประเด็นทองคำ ยืนยันว่ามีการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องทั้งจากร้านทองและผู้ที่รับทองต่อ โดยพยานหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอสำหรับการดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และยังจะมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเข้าสู่สำนวน เพื่อเสริมความหนักแน่นของคดี

...

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวย้ำว่า คณะพนักงานสอบสวนทำงานตามกรอบกฎหมายและพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการช่วยเหลือหรือบิดเบือนคดี แม้ตนเองจะถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แต่ยืนยันว่าทำงานด้วยจิตวิญญาณตำรวจและความห่วงใยต่อองค์กร ไม่ต้องการให้ภาพลักษณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียหายในสายตาประชาชน

ส่วนกรณีของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งเป็นผู้กล่าวโทษในคดีนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติระบุว่า คณะทำงานไม่ได้รู้เห็นหรือชักจูงให้เข้ามาแจ้งข้อมูล ยืนยันว่าเจ้าตัวเข้ามาในฐานะผู้กล่าวหา ไม่ใช่พยาน และในอนาคตอาจกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและกระบวนการทางกฎหมาย

ท้ายสุด รอง ผบช.ก. กล่าวชื่นชมความกล้าหาญของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ที่นำพยานหลักฐานมามอบให้ตำรวจ แม้ทราบดีว่าอาจกระทบต่อตัวเองและครอบครัว พร้อมเปิดเผยว่าจากการตรวจสอบพบเป็นตำรวจที่เติบโตจากครอบครัวตำรวจ มีความผูกพันกับองค์กร และแม้จะไม่ลืมบุญคุณในอดีต แต่เลือกเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสังคม หากต้องเผชิญผลทางกฎหมายก็พร้อมยอมรับ เพื่อให้ความจริงได้ปรากฏ