"บิ๊กโจ๊ก" ส่งทนายแจ้งความเอาผิด ม.157 ทีมทำคดีติดสินบนทองคำ 246 บาท ตั้งแต่ รองหมู รองเต่า รองโอ๋ และคณะพนักงานสืบสวนทั้งหมด กรณีไม่ดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ที่ออกมาแฉ
เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 6 ม.ค.ที่ สน.พหลโยธิน นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีต รอง ผบ.ตร. เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.นพดล ดรศรีจันทร์ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.พหลโยธิน เพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. และ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พร้อมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ทำคดีติดสินบนทองคำหนัก 246 บาท ในข้อหา ม.157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กรณีไม่ดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ลูกน้องบิ๊กโจ๊กที่ออกมาแฉ แต่กลับไม่ถูกดำเนินคดี
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.68 ตนได้ร่วมฟังการสอบสวนในคดีทองคำสินบน โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รับทราบข้อกล่าวหาวันดังกล่าว วันนี้มาร้องทุกข์กล่าวโทษชุดพนักงานสอบสวน 2 ชุด ตามคำสั่ง ตร.ที่ 580/2568 มี พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ เป็นหัวหน้าชุด และ พ.ต.อ.เอกชัย วิเชียร รอง ผบก.สส.ภ.9 และชุดที่ 2 คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ตามคำสั่ง บช.ก. ที่ 343/2568 ลงวันที่ 24 ธ.ค.68 มี พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. และคณะพนักงานสืบสวนทั้งหมด
...
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทราบว่าตกเป็น 1 ใน 6 ของผู้ถูกกล่าวหาคดีดังกล่าวจึงเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ จึงขอแจ้งข้อกล่าวหา ตนได้ร่วมฟังการสอบสวน ปรากฏข้อเท็จจริงของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ลูกน้องเก่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีการกล่าวหาข้อเท็จจริงสำคัญ ว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้นำทองคำไปให้ กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นการรับข้อเท็จจริงของตนเอง และมีการพาดพิงไปถึงอีก 6 คนที่ยังไม่มีการพิสูจน์ หรือเอกสารหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่ ต่อมาปรากฏว่าพนักงานสืบสวนสอบสวนในคำสั่ง ตร. อาศัยภาพคลิปวิดีโอที่มี พ.ต.อ.ภาคภูมิ ไปทำการสืบสวน จึงตั้งข้อสังเกตว่ามีการเริ่มต้นกระบวนการสืบสวนหรือยัง ก่อนจะรีบส่งสำนวนไปให้ ป.ป.ช. เมื่อวานนี้ แต่กลับไม่ดำเนินคดี หรือแจ้งข้อหากับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย เลย ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การจะกันบุคคลเป็นพยานต้องแจ้งเป็นผู้ต้องหาก่อน และอำนาจการสอบสวนการกล่าวหาบุคคลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ระดับผู้อำนวยการขึ้นไป และคดีอัตราโทษสูง ควรเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ไม่ใช่หน้าที่พนักงานสอบสวน และคำสั่ง ตร.ดังกล่าวก็เป็นของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และชุดคณะพนักงานสอบสวนทั้งหมดล้วนเป็นคู่กรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทั้งหมด และเป็นลูกน้องของ ผบ.ตร. และเมื่อส่งสำนวนกลับมา จะการันตีได้อย่างไรว่าจะได้รับความเป็นธรรม
ซึ่งหลังจากวันที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รับทราบข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.68 ตนพร้อม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรม เรื่องให้มีการสืบสวน พ.ต.อ.ภาคภูมิ บอกว่าตัวเองกระทำผิด แต่อีก 6 คนยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่กลับไม่ถูกดำเนินคดี
ขณะเดียวกัน การที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ อ้างว่าทำเพื่อลูกน้องนั้น ตนก็ทราบมาจากข่าวอีกว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ ก็มีคดีค้างอยู่ที่ชั้น ป.ป.ช. เช่นเดียวกับภรรยา น้องภรรยา และผู้จัดการร้านกาแฟของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ที่มีคดีค้างอยู่ในชั้น ป.ป.ช. ในเรื่องฟอกเงิน ตนตั้งข้อสังเกตว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ นั้นทำเพื่อลูกน้องหรือทำเพื่อครอบครัวตัวเองกันแน่
นายสัญญาภัชระ กล่าวต่อว่า ยังมีประเด็นเรื่องที่มาของพยานหลักฐานและคำให้การที่ซัดทอดมายัง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตนตั้งข้อสังเกตในหลายเรื่อง เรื่องแรกคือคณะพนักงานสอบสวนเพียงแค่นำคลิปเหตุการณ์มาตั้งข้อหาหรือไม่ ซึ่งถ้าหากเป็นคลิปตามที่ปรากฏในสื่อวันนี้ จะสังเกตเห็นว่า คลิปดังกล่าวนั้นไม่มีการพูดถึงหรือปรากฏภาพของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แต่อย่างใด
อีกเรื่องคือ การพิสูจน์ตัวคลิปว่า กรณีนี้ได้มีการพิสูจน์ว่าทองที่ปรากฏในคลิปนั้นยังมีจริงหรือไม่ แล้วตอนนี้ทองยังอยู่หรือไม่ รวมทั้งทองที่ปรากฏในคลิปนั้นได้นำไปให้ใคร ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าคลิปดังกล่าวเป็นการจัดฉาก แต่คลิปดังกล่าวถูกพิสูจน์ตามกฎหมายลักษณะพยานแล้วหรือยังว่าเป็นคลิปจริง เพราะตนกังวลว่า หากมีการตัดภาพและเสียงคลิปดังกล่าว อาจจะทำให้สาระสำคัญที่มีเพียงแค่เสี้ยววินาทีของคลิปหายไปได้ และยังมีเรื่องคำให้การของ 1 ใน 6 ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกรรมการ ป.ป.ช. ที่เป็นประเด็น ตนทราบจากข่าวว่า บุคคลดังกล่าวถูกตำรวจเชิญไปให้การในลักษณะของการอุ้มไป ซึ่งนั่นทำให้ตนตั้งข้อสงสัยว่า จะเข้าข่ายเป็นการผิด พ.ร.บ.อุ้มหาย หรือไม่ และหากเป็นเช่นนี้ จะทำให้คำให้การดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอหรือชอบด้วยกฎหมายที่จะซัดทอด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้หรือไม่
เช่นเดียวกับเรื่องการนำคลิปพยานหลักฐานมาเปิดเผยในวันนี้ ตนตั้งข้อสงสัยว่า เป็นการทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ได้มีการส่งสำนวนคดีไปยัง ป.ป.ช. แล้ว ทำไมจึงไม่นำคลิปหลักฐานมาเปิดก่อนหน้าที่จะนำสำนวนส่งให้ ป.ป.ช. ตนมองว่า การที่เปิดคลิปพยานหลักฐานในวันนี้ ถือเป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใสและไม่ถูกต้องของคณะพนักงานสอบสวน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จึงสรุปได้ว่า การกระทำของคณะพนักงานสอบสวนนั้นขัดต่อหลักกฎหมาย ทั้งเรื่องความชอบธรรมของการสอบสวนและที่มาพยานหลักฐานกับกระบวนการสอบสวนที่ขัดต่อกฎหมาย อันนำมาสู่ความไม่เป็นธรรมกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงทำให้ตนเดินทางแจ้งความดำเนินคดีกับคณะพนักงานสอบสวนในวันนี้
ตนเป็นห่วงในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย เชื่อว่าถ้ากระบวนการยุติธรรมที่ต้นน้ำหรือตำรวจทำตามระเบียบและถูกกฎหมาย ก็จะไม่ว่า หลังจากนี้ก็ค่อยไปต่อสู้ในชั้นศาลตามกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าคณะพนักงานสอบสวนจงใจตั้งใจที่จะกลั่นแกล้งหรือพุ่งเป้าเล่นงานบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เรื่องนี้ถือว่าไม่สมควรอย่างมากและไม่ควรเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในกระบวนการยุติธรรมบ้านเรา
ตนยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและสิ่งที่กล่าวอ้างนั้นไม่มีอยู่จริง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยืนยันว่าไม่รู้เห็นและไม่ใช่ผู้สั่งการ รวมทั้งกระบวนการสอบสวนนั้นไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งกับตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เอง ส่วนอีก 5 คนที่เหลือ ตนไม่ทราบ เพราะตนเป็นทนายความให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพียงคนเดียว ตนมีประเด็นกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เช่นเดียวกัน แต่จะเป็นประเด็นใดนั้น ขอรวบรวมพยานหลักฐานและดูสำนวนให้ละเอียดก่อน
ในคดีนี้มีผู้ถูกดำเนินคดีเป็นเจ้าพนักงานของรัฐระดับผู้อำนวยการขึ้นไปและเป็นคดีที่มีโทษสูง ควรจะเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการแจ้งข้อกล่าวหา ไม่ใช่หน้าที่ของพนักงานสอบสวนดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นไปตาม มาตรา 61 วรรค 2 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. นั่นจึงทำให้หลังจากนี้ ตนจะเดินทางต่อไปยัง ป.ป.ช. เพื่อยื่นคัดค้านการส่งสำนวนคดีนี้คืนสู่พนักงานสอบสวน ป.ป.ช. ต้องเป็นผู้ดำเนินการในคดีนี้ต่อไป
...