บิ๊กเต่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เผยปมฟางเส้นสุดท้าย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ตัดสินใจออกมาเป็นพยานแฉ “บิ๊กโจ๊ก” เป็นเพราะบิดา นรต.รุ่น 25 ทนไม่ไหวองค์กรตำรวจถูกโจมตี รวมทั้งเครียดจากกระแสข่าวที่ทำให้ครอบครัวเสื่อมเสียชื่อเสียง
เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุมชั้น 2 กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช., พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ในฐานะรองโฆษก ตร. แถลงข้อเท็จจริงคดีอดีตนายตำรวจใหญ่ ติดสินบนทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินคดีครั้งนี้ไม่ใช่การ “น็อก” หรือเล่นงาน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของใคร แต่เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและประชาชน โดยย้ำว่าตำรวจทำงานบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตรรกะหรือความขัดแย้งส่วนบุคคล หลักฐานที่ได้มาทั้งหมด ทั้งที่มีอยู่เดิมและที่ได้มาเพิ่มเติม ล้วนเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี รวมถึงคดีอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สอบพยานที่เกี่ยวข้องหลายเหตุการณ์ หลายช่วงเวลา และพบว่าพยานหลักฐานมีความสอดคล้องกัน
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปรียบเปรยว่า คดีนี้เปรียบเสมือน “การจับผี” เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาพยายามกระทำการโดยไม่ทิ้งร่องรอย จึงจำเป็นต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน รอบคอบ และรัดกุม เจ้าหน้าที่ได้มีการทำแผนประกอบคำให้การ โดยจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ ใช้รถรุ่นและยี่ห้อเดียวกัน พบว่าในรถมีบุคคลอยู่ 4 คน รวมถึงกรรมการ ป.ป.ช. และ พ.ต.อ.ภาคภูมิ สามารถอธิบายระยะสายตาและรายละเอียดภายในรถได้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับคลิปภาพและคลิปเสียงที่ตรวจยึดมา เจ้าหน้าที่ทุกคนมีจิตวิญญาณในการทำงาน หลายคนอยู่ภายใต้แรงกดดันและความกตัญญูต่อผู้บังคับบัญชา จึงต้องอดทนและทำตามคำสั่งมาโดยตลอด แต่เมื่อวันหนึ่งเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม และมีความพยายามโยนความผิดให้ลูกน้องตามที่ปรากฏในคลิป ย่อมกระทบต่อจิตใจ ครอบครัว และศักดิ์ศรีของความเป็นตำรวจ บางรายถึงขั้นเกิดภาวะสิ้นหวัง ตนจึงขอให้สังคมเข้าใจว่าพยานไม่ได้ออกมาแฉ แต่เป็นการนำความจริงมาพูด เพื่อกู้ภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวถึงกรณี พ.ต.อ.ภาคภูมิ ว่า การที่ยังไม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากมีพยานหลักฐาน คลิป และคำให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี อีกทั้งมีเหตุและช่วงเวลาที่ต้องพิจารณาแยกแยะอย่างรอบคอบ พร้อมย้ำว่าขณะนี้คดีได้ส่งให้ ป.ป.ช. แล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาตามขั้นตอน หากพบการกระทำผิดของผู้ใด ก็สามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้โดยไม่ลังเล
ตอนท้าย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ตัดสินใจออกมาเป็นพยาน คือความกดดันที่ครอบครัวได้รับ โดยเฉพาะบิดาซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 25 และรักองค์กรตำรวจอย่างยิ่ง จนถึงขั้นเกิดความเครียดจากกระแสข่าวที่ทำให้ครอบครัวเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ นำหลักฐานทั้งหมดมามอบให้พนักงานสอบสวน พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า การเปิดเผยความจริงครั้งนี้ เปรียบเสมือนการเปิดประตูให้ตำรวจรุ่นน้องที่ถูกกดทับมานานนับสิบปี ได้ออกมาสู่ความยุติธรรม และยืนยันว่าทุกอย่างจะเดินไปตามกระบวนการของกฎหมาย ใครผิด ใครถูก ต้องพิสูจน์กันในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ความรู้สึกหรืออคติส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง
...