ตำรวจชุดสืบสวน บก.น.3 รวบ 2 สาวดาวน์ไลน์คอกม้าตระเวนรับม้าไปเปิดบัญชีถึงหน้าบ้าน พร้อมให้ถ่ายรูป 7 ท่า 7 ชุด เพื่อไปทำภาพ AI ตุ๋นเหยื่อ แลกกับเงิน 5,000 บาท ส่งให้ผู้รับซื้อ “เจ๊ขวัญ เมืองชล” ส่งต่อขายแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ราคา 80,000 บาทต่อบัญชี

กรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการสแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติ เพื่ออุดช่องโหว่และตัดเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิด เปลี่ยนจากการตั้งรับ เป็นการรุกไล่ การปราบปรามบัญชีม้า ถือเป็นการต่อสู้ที่สำคัญต่อการฟอกเงินจากอาชญากรรมออนไลน์ บัญชีม้าเป็นช่องทางหลักที่แก๊งสแกมเมอร์ ใช้ในการโอนเงินจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 24 พ.ย.68 พ.ต.อ.กฤษ ก้อมน้อย ผกก.สส.บก.น.3 พ.ต.ท.จำนงค์ ประสพสุขมั่งดี รอง ผกก.สส.บก.น.3 พ.ต.ท.สุริยา กุญแจกล สว.กก.สส.บก.น.3 ร.ต.อ.นพพนธ์ แก้ววรรณา ร.ต.อ.ณฐภัทร์ จุ่งพิวัฒน์ รองสว.กก.สส.บก.น.3 พร้อมกำลังสืบสวนหาข่าวผู้กระทำผิดเกี่ยวกับบัญชีม้า ตามนโยบายดังกล่าว จากการสืบสวนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กกลุ่ม “ซื้อขายบัญชี” ว่าต้องการซื้อบัญชีเงินฝากราคา 5,000 บาท พร้อมให้ช่องทางติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ให้สายลับติดต่อ กระทั่งทราบว่าต้องการซื้อบัญชีธนาคาร พร้อมบัตรเอทีเอ็ม และซิมการ์ดโทรศัพท์ที่เป็นชื่อเจ้าของบัญชี โดยให้ไปเปิดบัญชี พร้อมทำบัตรเอทีเอ็ม และเปิดใช้อีแบงก์กิ้งที่ผูกกับซิมการ์ดโทรศัพท์เจ้าของบัญชี รวมทั้งแจ้งขั้นตอนการทำข้อมูล

ต่อมาวันที่ 21 พ.ย. 68 สายลับตกลงซื้อขายบัญชีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวราคา 5,000 บาท จะขอส่งมอบในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากยังไม่มีเงินทุนในการเปิดบัญชีและค่าเดินทางออกจากบ้านในชุมชนแห่งหนึ่งย่านมีนบุรีไปธนาคาร กลุ่มบุคคลดังกล่าวตอบกลับว่าให้รอหน้าบ้าน และจะพาไปซื้อซิมและเปิดบัญชีที่ธนาคารใกล้บ้าน จากนั้นสายลับจึงได้นัดให้มารับจากชุมชนดังกล่าว

ต่อมามีหญิง 2 คน ขับรถเก๋งมาสด้า 3 สีฟ้า ทะเบียน กธ 3834 เลย มาพบแล้วพาสายลับออกจากบ้านไปซื้อซิมที่ตลาดมีนบุรีและเปิดบัญชีที่ธนาคารแห่งหนึ่งสาขาตลาดมีนบุรี เมื่อซื้อซิมและเปิดบัญชี ทำบัตรเอทีเอ็ม เปิดบริการอีแบงก์กิ้งเรียบร้อยแล้ว จะพาสายลับไปถ่ายรูป 7 ท่า 7 รูป ตามแบบ สถานที่แห่งหนึ่งใกล้กับธนาคารดังกล่าว ตำรวจแสดงตัวขอตรวจค้น พบ น.ส.ปุณยานุช เกิดแก้ว อายุ 25 ปี ชาว จ.ระยอง เป็นคนขับ และ น.ส.อังคนา ดิษฐแก้ว อายุ 21 ปี ชาว กทม. นั่งหน้าคู่คนขับ ผลการตรวจค้นพบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร 1 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 1 ใบ และซิมการ์ดโทรศัพท์ 1 หมายเลข ของสายลับ อยู่ในกระเป๋าผ้าสีดำ ซุกซ่อนอยู่ช่องเก็บของหน้ารถ และยังพบสมุดเงินฝากของบุคคลอื่น ๆ อีก 11 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 11 ใบ และซิมการ์ดโทรศัพท์ 11 หมายเลข อยู่ด้วย พบโทรศัพท์เครื่องเปล่า 6 เครื่อง และโทรศัพท์ส่วนตัวที่ใช้ติดต่อซื้อขายบัญชีม้า 2 เครื่อง

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ให้การรับสารภาพว่า สมุดบัญชีเงินฝากพร้อมบัตรเอทีเอ็ม และของบุคคลอื่น ๆ ราคาชุดละ 5,000 บาท ถ้าลูกค้าไม่มีเงินจะออกให้ก่อน เมื่องานเสร็จจะหักจากค่าจ้าง 5,000 บาท คนละประมาณ 400-500 บาท จ่ายเป็นค่าซิมการ์ดโทรศัพท์ 100 บาท ค่าเปิดบัญชีธนาคาร 100 บาท ค่าทำบัตรเอทีเอ็ม 299-399 บาท เมื่อได้เอกสารครบตามรายการแล้ว จะนำซิมการ์ดโทรศัพท์ที่รับซื้อบัญชีเงินฝากมาจากลูกค้าใส่สมัครแอปพลิเคชันธนาคาร และไลน์คอนเนกต์ ไว้แจ้งเตือนรายการเงินเข้า-ออก

จากนั้นฝั่งที่รับซื้อบัญชีต่อจากพวกตน จะไปเปิดแอปพลิเคชันธนาคารจากชื่อและบัญชีที่พวกตนส่งไปให้ในเครื่องอื่น ระบบจะส่งรหัส OTP สำหรับการยืนยันเปิดแอปพลิเคชันธนาคารกับเครื่องอื่น แล้วพวกตนจะส่งรหัส OTP ให้กับผู้รับซื้อต่อไป จึงจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์ ส่วนภาพ 7 ภาพ 7 ท่า 7 ชุด นั้น ส่งไปให้ผู้รับซื้อสำหรับทำเป็นภาพ AI พวกตนผู้รับจ้างหรือเป็นดาวน์ไลน์ ของ “เจ๊ขวัญ เมืองชล” มีบ้านพักอยู่ที่ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ว่าจ้างในราคาบัญชีละ 5,000 บาท รวมค่าจ้างม้าแล้วตก 10,000 บาทต่อบัญชี ให้บัญชีม้าแค่ 5,000 บาท เมื่อรับค่าจ้างแล้วพวกตนจะนำสมุดบัญชี บัตรเอทีเอ็ม และซิมการ์ดโทรศัพท์ไปส่งให้ที่ย่าน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จากนั้นทราบว่าเจ๊ขวัญ เป็นอัปไลน์เจ้าของคอกม้า จะรวบรวมบัญชีทั้งหมดที่ได้จากดาวน์ไลน์ ไปให้ขบวนการกระทำผิดกฎหมายที่ประเทศกัมพูชา ราคา 80,000 บาทต่อบัญชี เมื่อชุดจับกุมทราบว่าเจ๊ขวัญเป็นตัวรับจ้างเปิดบัญชีม้าติดตามไปจับกุมที่บ้านพักแต่เจ๊ขวัญหลบหนีออกไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว

เบื้องต้น น.ส.ปุณยานุช เกิดแก้ว และ น.ส.อังคนา ดิษฐแก้ว ถูกแจ้งข้อหา ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด และ ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อให้มีการซื้อ หรือขายเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้บริการในนามของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ ตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จากนั้น นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่ง พ.ต.ท.หญิง สุวิมล มั่นใจ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.มีนบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

...