พ่อพาลูกชายร้อง "สายไหมต้องรอด" หลังลูกชายถูกแก๊งลูกหลานตำรวจในพื้นที่ จ.สกลนคร รุมฟันเย็บกว่าร้อยเข็ม แจ้งความผ่านมาเดือนกว่าคดีไม่คืบ แฉมีสายปริศนาเป็นคนในเครื่องแบบ ยกหูโทรมาเคลียร์ให้รับไป 1 แสน เพื่อจบเรื่อง อ้างกล้องวงจรปิดเห็นภาพไม่ชัด ล่าสุด "รองผู้การสกลนคร" แจงไม่มีลูกหลานตำรวจเกี่ยวข้อง ส่วนผู้ก่อเหตุจะเข้ามอบตัวในวันพรุ่งนี้
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2567 ที่เพจสายไหมต้องรอด ซอยสายไหม 38 เขตสายไหม นายสัญญา ผาใต้ อายุ 45 ปี พนักงานบริษัทแห่งหนึ่งพา นายณัฐพงศ์ ผาใต้ อายุ 19 ปี ลูกชาย มาร้องขอความเป็นธรรมจาก นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด
กรณี แก๊งวัยรุ่นลูกหลานตำรวจสกลนคร สุดเถื่อน ยกพวกบุกมาตามหาอริต่างหมู่บ้าน แต่ไม่พบตัว ขากลับขับรถผ่านบ้านเห็นลูกชายนั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อน บุกเข้ามาในบ้าน ใช้อาวุธมีดไล่ฟันลูกชายและเพื่อนอย่างบ้าคลั่ง ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน คาดว่าเป็นการทำร้ายเพื่อประกาศศักดา ลูกชายเข้าแจ้งความ สภ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ระบุว่า ดำเนินคดีผ่านมา 1 เดือน ตำรวจยังจับคนร้ายไม่ได้เลยสักคนเดียว พ่อโทรไปสอบถามร้อยเวร ก็ตอบเพียงว่ากำลังติดตามๆ มาทราบจากคนในหมู่บ้าน กลุ่มวัยรุ่นที่มาก่อเหตุเป็นลูกหลานตำรวจในพื้นที่ จ.สกลนคร เชื่อว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้คดีล่าช้า จึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาร้องเรียนกับ #เพจสายไหมต้องรอด เพื่อขอความเป็นธรรม
นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า เหตุเกิดเมื่อช่วง 23.20 น. วันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะตนนั่งกินข้าวอยู่กับกลุ่มเพื่อนรวม 5 คน อยู่ที่เพิงพักบริเวณหลังบ้าน มีกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 12 คน ขี่รถ จยย.เข้ามาในหมู่บ้าน จากนั้นวัยรุ่น 5 คนบุกถือมีดดาบเข้ามาไล่ฟันตนและเพื่อน ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ตนนั่งอยู่ริมสุด ทำให้ถูกฟันเอว ต้องวิ่งหนีแต่สะดุดล้ม ทำให้ถูกรุมฟันที่ศีรษะ ลำตัว บาดเจ็บสาหัส มีบาดแผลทั่วตัว ทั้งที่หน้าผาก ปาก คาง และแผ่นหลังถูกฟันรวม 5 แผล หนักสุดศีรษะถูกฟันเป็นแผลยาว 6 ซม. กะโหลกร้าว จมูกด้านซ้ายถูกฟันเป็นแผลยาว 5 ซม. แพทย์เย็บแผลทั่วตัวมากกว่า 100 เข็ม รวมถึงต้องส่งตัวไปศัลยกรรมจมูกที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด เนื่องจากโรงพยาบาลแรกไม่สามารถเย็บบาดแผลที่จมูกให้ได้ รวมระยะเวลาที่ต้องพักรักษาตัวต่อเนื่องนาน 1 เดือน
...
หลังก่อเหตุกลุ่มวัยรุ่นตะโกนถามหาคนชื่อ "เต๋อ" เป็นคู่อริ และไม่ใช่กลุ่มของตน คาดกลุ่มวัยรุ่นตั้งใจมาทำร้ายคู่อริที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับตน แต่ไม่พบตัว แล้วมาเห็นกลุ่มตนและเพื่อนที่นั่งกินข้าวกันอยู่ ปรี่เข้ามาทำร้ายเพื่อประกาศศักดา รวมถึงหลังก่อเหตุ กลุ่มวัยรุ่นยังโพสต์ภาพอาวุธลงในโซเชียลมีเดียอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายด้วย
ขณะที่ นายสัญญา เผยว่า หลังเกิดเหตุ ตนพาลูกชายไปแจ้งความไว้ที่ สภ.วานรนิวาส แต่ผ่านมานานกว่า 1 เดือนแล้วคดีกลับไม่มีความคืบหน้า ตำรวจเพียงเรียกกลุ่มผู้ก่อเหตุมาสอบปากคำเพียง 8 คน อ้างว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุไม่ได้ซัดทอดไปยังคนอื่น ตนเชื่อว่าผู้ก่อเหตุอีก 4 คนที่ถูกกันตัวไว้เป็นลูกหลานตำรวจ ทำให้คดีล่าช้า
ยกหูโทรเคลียร์ 1 แสน จบเรื่อง
นอกจากนี้ ตำรวจยังโทรศัพท์มาเจรจาให้ตนกับลูกยินยอมไกล่เกลี่ย แล้วรับเงินค่าเสียหาย 1 แสนบาท เพื่อจบเรื่อง อ้างว่ากล้องวงจรปิดเห็นภาพไม่ชัด และผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นเยาวชน มีอายุ 19 ปี เพียงแค่ 1 คน หากขึ้นศาลเยาวชนโทษก็ค่อนข้างน้อย แต่ตนและลูกชายยืนยัน ต้องการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ก่อเหตุจนถึงที่สุด
ด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ เปิดเผยว่า สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่แย่มาก ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานตำรวจ หรือผู้มีอิทธิพล ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย หลังจากนี้ตนจะประสานไปยังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร ให้เข้ามาตรวจสอบและเร่งรัดคดีดังกล่าว พร้อมทั้งจะพาผู้เสียหายไปยื่นขอคุ้มครองสิทธิกระทรวงยุติธรรม
ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถาม พ.ต.อ.พินิจ ประสิทธิ์เขตกิจ ผกก.สภ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ระบุว่า สอบถามร้อยเวรเจ้าของคดีแล้ว ทราบว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเรียกตัวผู้ก่อเหตุมาแจ้งข้อกล่าวหา ยืนยันว่าทราบตัวผู้กระทำความผิดแล้ว มีการออกหมายเรียกแล้วประมาณ 5 คน มีทั้งผู้ใหญ่และเยาวชน แต่ผู้ต้องหายังไม่มาพบ
ส่วนกรณีที่ผู้เสียหายบอกว่า มีกลุ่มผู้ก่อเหตุมากกว่านี้ แต่ไม่ถูกออกหมายเรียก กลัวว่าจะเป็นเพราะเป็นลูกหลานตำรวจหรือไม่ ผู้กำกับ ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน หากเป็นตำรวจก็คงไม่กล้าช่วยกันขนาดนี้ แต่การดำเนินคดีต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจน บางครั้งหากมีแต่กล้องวงจรปิดบางส่วน ต้องหาพยานมายืนยันด้วย ยืนยันว่าหากพบความผิดต้องดำเนินคดีทั้งหมดให้ครอบคลุม
ทั้งนี้ ยอมรับว่าความล่าช้าที่เกิดอาจมาจากการดำเนินการของร้อยเวรเจ้าของคดี ที่ทำให้ผู้เสียหายไม่พอใจ ตนได้ตำหนิ และกำชับไปยังหัวหน้างานสอบสวนให้เร่งดำเนินการแล้ว และจะประสานไปยังผู้เสียหายด้วย ยืนยันว่ากระบวนการตอนนี้ยังอยู่ในกรอบเวลา 2 เดือนของการดำเนินคดีในอำนาจของร้อยเวร
สำหรับประเด็นที่ผู้เสียหายบอกว่า ตำรวจมีความพยายามขอให้ไปไกล่เกลี่ยนั้น ยังไม่ทราบประเด็นนี้ ยืนยันว่า ไม่มีใครมาพูดคุย ขอให้ประวิงเวลาในการดำเนินคดี
รองผู้การสกลนคร แจงไม่มีลูกหลานตำรวจเกี่ยวข้อง
ด้าน พ.ต.อ.โชคชัย อินทะนิน รอง ผบก.ภ.จว.สกลนคร ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า เหตุเกิด เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 23.00 น. กลุ่มผู้ต้องหาได้เข้าไปทำร้าย นายนัฐพงศ์ ผาใต้ จนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นวันที่ 18 มิถุนายน พ่อของผู้บาดเจ็บได้เข้าแจ้งความที่ สภ.วานรนิวาส อ.วานรนิวาส หลังรับแจ้งพนักงานสอบสวนได้ประสานชุดสืบสวนลงพื้นที่เก็บข้อมูลที่เกิดเหตุ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดี ต่อมาทราบว่าผู้ก่อเหตุมีประมาณ 8 คน ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนและมีผู้ใหญ่ 1 คน ที่เป็นหัวโจก และเป็นผู้ลงมือก่อเหตุด้วย คือ นายไอ (นามสมมติ)
...
ซึ่งจากการสืบสวนก็ทราบตัวและที่อยู่ของทั้ง 8 คนแล้ว แต่จากการที่กลุ่มผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่ยังเป็นเยาวชน ทำให้ต้องมีสหวิชาชีพเข้าร่วมในการสอบสวน ทำให้เกิดความล่าช้าไปบ้าง อย่างไรก็ตาม หลังทราบตัวผู้ร่วมก่อเหตุแล้วนั้น ชุดสืบสวนก็ได้ติดตามกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนายไอ ผู้ก่อเหตุ ซึ่งทราบมาว่าหลบหนีไปกบดานอยู่ที่ จ.นครราชสีมา โดยล่าสุดทราบข้อมูลว่า พ่อของนายไอติดต่อมาว่าจะนำตัวนายไอเข้ามามอบตัวกับพนักงานสอบสวนในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ค. 2567)
เตรียมแจ้งข้อหาหนัก ถึงพยายามฆ่า
ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยว่า ในกลุ่มผู้ก่อเหตุมีบุตรหลานของตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่นั้น จากการตรวจสอบ ไม่พบว่ามีลูกหลานตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนข้อกล่าวหานั้น เบื้องต้นแจ้งข้อหากลุ่มผู้ก่อเหตุว่า ร่วมกันพยายามฆ่า โดยใช้อาวุธมีด
ส่วนสาเหตุนั้นทราบว่าเป็นการทะเลาะกันของกลุ่มวัยรุ่น 2 หมู่บ้าน และมีการท้าทายผ่านเฟซบุ๊ก จนกระทั่งกลุ่มผู้ต้องหาบุกไปทำร้ายผู้บาดเจ็บดังกล่าว โดยมาตรการต่อไปจะได้เรียกผู้ปกครองและผู้นำชุมชนเข้ามารับทราบปัญหา และแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก
...
ส่วนประเด็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนพยายามเรียกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาทำการไกล่เกลี่ยนั้น มีกฎหมาย พ.ร.บ.ไกล่เกลี่ยอยู่ ซึ่งหากเป็นข้อหาทำร้ายร่างกายสาหัส ก็ยังสามารถไกล่เกลี่ยได้ แต่เมื่อเราตั้งข้อหาว่าพยายามฆ่าแล้ว ก็ไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ ซึ่งในคำว่าไกล่เกลี่ยที่พูดกัน อาจจะหมายถึงให้มาเยียวยาค่าเสียหายกัน แต่ในทางคดี ข้อหาพยายามฆ่า ไม่สามารถยอมความได้
ในส่วนที่กลุ่มผู้ก่อเหตุมีการข่มขู่ผ่านเฟซบุ๊กนั้น ได้สั่งการให้ตำรวจหาทางป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายถูกกระทำซ้ำอีก ซึ่งการข่มขู่คุกคามนี้ หากพบว่ามีหลักฐานก็สามารถดำเนินคดีได้