ความพยายามที่จะกำจัดเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ตามนโยบาย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่เล็งเห็นความเดือดร้อนของ “สุจริตชน” ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพบนโลกออนไลน์ หลอกลวงต้มตุ๋นจนสูญเสีย “เม็ดเงินเก็บ” มูลค่าหลายร้อยล้านบาท

ถึงต้องขยายผลขุดรากถอนโคนไม่ให้เหลือซาก

น่าเสียดายกลับมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไป “มีเอี่ยว” ขบวนการเสียเอง

หลังจาก พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี รอง ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 และชุดปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศตำรวจภูธรภาค 5 นำหมายศาลจังหวัดเชียงใหม่ บุกค้นห้องพักแห่งหนึ่งพื้นที่ ต.ป่าตัน อ.เมืองเชียงใหม่ และห้องพักอีกแห่งภายในอาคารชุดบ้านเอื้ออาทร ไนท์ซาฟารี อาคาร 1 ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่

พบจุดติดตั้งอุปกรณ์กระจายสัญญาณ SIMBOX จำนวน 12 เครื่อง ที่เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ใช้เป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารไปยังประชาชนทั่วไป

ควบคุมตัว น.ส.วนัชพร อัครศิริสินโสภณ อายุ 26 ปี นายธีราวัฒน์ อัครศิริสินโสภณ อายุ 22 ปี น.ส.นัง ทูซาร์ เนียน อายุ 25 ปี สัญชาติเมียนมา และ น.ส.สุวรรณลักษณ์ พงษ์ยศ อายุ 25 ปี

โยงไปถึง พ.ต.ท.บัณฑิต คนการ สว.อก.สภ.หางดง จ.เชียงใหม่ อยู่เบื้องหลังบงการให้ลูกสาว 2 คนชวนเพื่อนมาร่วมกันดูแล “ระบบหลังบ้าน” ของแก๊งมิจฉาชีพ นำไปสู่หมายจับติดตามรวบตัวได้ “คาผ้าเหลือง” ระหว่างหลบหนีไปบวชเป็นพระอยู่ใน อ.ง้าว จ.ลำปาง

แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธเป็น “หัวโจก” แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพียงแค่ผู้ร่วมขบวนการที่ “นายทุนคนจีน” เป็นหุ้นส่วน

...

ไม่อาจหนีความผิดปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

ทำคราบมลทินกระเด็นเปื้อนเลอะองค์กรสีกากีเสียหายอีก.

สหบาท

คลิกอ่านคอลัมน์ “ส่องตำรวจ” เพิ่มเติม