“บิ๊กเต่า” รอง บช.ก. พร้อม ผบก.รน. นำทีมตำรวจสอบสวนกลางถึง จ.สงขลา รอเรือของกลางทั้ง 3 ลำเข้ามาจอดเทียบท่า อีกส่วนลูกเรือน้ำมันเถื่อนอีก 11 คน ที่อยู่บนเรือเปล่า และได้ประกันตัว เข้ารายงานตัวตำรวจ ปอศ. เตรียมถอนประกันพร้อมออกหมายจับ 15 ลูกเรือขโมยเรือของกลาง ชี้การจับกุมเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร และมีผู้ให้คำแนะนำในการลักลอบทำผิดกฎหมายเป็นอย่างดี
เวลา 08.00 น. วันที่ 17 มิ.ย. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ ผบก.รน. พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกก.2.บก.ป. เดินทางขึ้นเครื่องบินที่กองบินตำรวจ หรือ บน.3 ไปยังจังหวัดสงขลา เพื่อสอบปากคำลูกเรือที่ขโมยเรือน้ำมันเถื่อน 3 ลำ ของกลางในคดีหลังถูกจับกุม
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยก่อนขึ้นเครื่องบินว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำได้ยึดเรือของกลางไว้ได้แล้วทั้ง 3 ลำอยู่ระหว่างการลากจูงเข้ามาเทียบท่าเรือสงขลา คาดว่าจะถึงฝั่งประมาณ 14.00 - 15.00 น. วันนี้ โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้นำชุดสืบสวนสอบสวนเดินทางมาสอบปากคำคลี่คลายคดี รวมทั้งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานไปตรวจสอบเก็บหลักฐานทางคดี เพื่อให้เกิดความชัดเจน
...
ส่วนการขยายผลถึงผู้อยู่เบื้องหลังหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ตำรวจมีแนวทางการสืบสวนอยู่ ซึ่งต้องสอบปากคำ ซักถามรายละเอียดกับผู้ต้องหาก่อน
พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ เปิดเผยถึงการตรวจสอบวินัยกับตำรวจที่เกี่ยวข้องว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กำหนดกรอบเวลาต้องให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก ยืนยันว่ามีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องแน่นอน อยู่ระหว่างสอบสวนว่ามีกี่นาย
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเรือน้ำมันของกลางทั้ง 3 ลำ เบื้องต้นตำรวจน้ำได้ขึ้นไปตรวจสอบเรือดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเวลา 17.00 น. เมื่อวานแล้ว พบว่าตำหนิรูปพรรณของเรือและลูกเรือตรงกับเรือที่หายไป มีลูกเหลืออยู่ 8 คน โดยไปพบเรือดังกล่าวอยู่ที่น่านน้ำเขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือ EEC ซึ่งหลังเกิดเหตุก็ได้กดดันทุกวิถีทาง จนมีการแจ้งเบาะแสว่าพบเรืออยู่ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ยังพบว่าน้ำมันเถื่อนในเรือนั้น หายไปจากเดิมจำนวนมาก ซึ่งจากนี้ไปจะมีการเพิ่มมาตรการควบคุมดูแลของกลางให้รัดกุม ส่วนผู้ต้องหาจะถูกควบคุมตัวไปสอบปากคำดำเนินคดีที่กองบังคับการปราบปรามต่อไป
ขณะเดียวกัน ที่ บก.ปอศ. กลุ่มลูกเรือน้ำมันเถื่อน จำนวน 11 คน พร้อมด้วยทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ชัชวาล ชูชัยเจริญ ผกก.2 บก.ปอศ. และพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอศ. เพื่อให้ปากคำตามหมายเรียกเกี่ยวกับกรณีเรือน้ำมันเถื่อนของกลาง 3 ลำ หายไปจากท่าเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบ จ.ชลบุรี
พ.ต.อ.ชัชวาล กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียก ลูกเรือ น้ำมันเถื่อนที่ถูกจับกุม เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา 5 ลำ รวม 28 คน มีทั้งคนไทยและต่างด้าว โดยเป็นการออกหมายเรียกผ่านนายประกัน เพื่อให้นายประกันติดตามและนำตัวลูกเรือ ทั้งหมดมารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนเพื่อคัดกรอง และตรวจสอบจำนวนลูกเรือที่ยังอยู่ในประเทศ และจำนวนผู้ต้องหาที่หลบหนี เบื้องต้น พบว่ามีลูกเรือหลบหนีไปกับเรือทั้ง 3 ลำ จำนวน 15 คน และยังอยู่ในประเทศอีก 13 คน โดยในจำนวน 13 คน นายประกันสามารถนำตัวมารายงานตัวในวันนี้ได้จำนวน 11 คนส่วนอีก 2 คน เป็นคนไทย 1 คน เมาหลับอยู่ในเรือ จึงไม่ได้เดินทางมาในวันนี้ และต่างด้าวอีก 1 คน ยังคงอยู่ในพื้นที่ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ขอให้นายประกันเร่งติดตามตัว ผู้ต้องหาทั้งสองคนที่ไม่ได้มารายงานตัวในวันนี้ ให้เร่งนำตัวมาพบพนักงานสอบสวนโดยด่วน เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิ์การประกันตัว
...
“ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 15 คนที่หลบหนีไปพร้อมกับเรือทั้ง 3 ลำ พนักงานสอบสวน บก.ปอศ.เตรียมถอนประกัน เนื่องจากผิดสัญญาประกัน พร้อมทั้งเตรียมออกหมายจับฐานหลบหนีประกันตัว ซึ่งนายประกันจะต้องทำหน้าที่ เร่งติดตามตัวผู้ต้องหาทั้งหมดมาดำเนินคดีให้ได้ ในส่วนของคดี ขโมยเรือ เป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจกองปราบปราม คาดว่าตำรวจกองปราบ จะดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการสืบสวนขยายผลว่ามีใครอยู่เบื้องหลังและมีใครมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำดังกล่าวบ้าง ส่วนคดีการจับกุมเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นความผิดเกี่ยวกับ ภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร ซึ่งคดีดังกล่าวถือเป็นคดีนอกราชอาณาจักร แต่กระทำผิดตามกฎหมายไทย ดังนั้นต้องเข้ามาร่วมสอบปากคำด้วย”
สำหรับกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ตำรวจให้ประกันตัวลูกเรือทั้ง 28 คน ในวงเงิน 3 ล้านบาทก่อนหน้านี้ จนก่อให้เกิดปัญหาการหลบหนี พ.ต.อ.ชัชวาล ชี้แจงว่า ในกรณีดังกล่าวเป็นมติของที่ประชุมใหญ่ ที่มีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการปราบปรามน้ำมันเถื่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปนม.ตร. มีมติร่วมกันว่าให้ประกันตัวผู้ต้องหา ซึ่งเป็นลูกเรือทั้ง 28 คนได้เนื่องจากเรือ 3 ลำ ทั้งหมด 5 ลำมีปัญหาน้ำรั่วเข้าลำเรือซึ่งต้องทำการดูดน้ำออกจากเรือตลอดเวลา หากไม่ดำเนินการดังกล่าว ทำให้เรือล่มได้และน้ำมันจะรั่วไหลลงทะเลส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และจะเกิดความเสียหายมหาศาล ซึ่งในกรณีนี้ ทางด้านของทนายความได้นำหลักทรัพย์จำนวน 3 ล้านบาท มายื่นขอประกันตัวลูกเรือ พร้อมให้สัจจะวาจาว่าจะควบคุมดูแลลูกเรือซึ่งเป็นผู้ต้องหาทั้งหมด และจะให้ลูกเรือทั้งหมดเป็นผู้ดูแล
...
ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุใดจะต้องให้ลูกเรือเป็นผู้ดูแลเรือ ทำไมเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ดำเนินการควบคุมดูแลเรือด้วยตนเอง ซึ่งน่าจะมีความรู้ความสามารถมากกว่า พ.ต.อ.ชัชวาล กล่าวว่า การควบคุมเรือแต่ละลำจะต้องใช้เจ้าหน้าที่รัฐลำละ 4 คนต่อผลัด 1 วันมี 4 ผลัด รวม 16 คนต่อเรือ 1 ลำ เรือมีทั้งหมด 5 ลำ จะต้องใช้กำลังพลจำนวนเท่าไร ซึ่งการใช้คนของเขาดูแลเรือของเขาเอง จะดีกว่าซึ่งเป็นผู้ที่รู้เรื่องระบบกลไกภายในเรือดีกว่า ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้น ส่วนกรณีของลูกเรือทั้ง 15 คนที่หลบหนีไปพร้อมเรือทั้ง 3 ลำนั้น ขณะนี้ ยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้จนกว่าเรือทั้ง 3 ลำ จะถูกชักลากกลับมาเข้าฝั่งไทย และสอบปากคำทั้งหมดเสียก่อน จึงจะทราบถึงสาเหตุของการหลบหนี
ส่วนความเชื่อมโยงกับนายทุนชื่อ จ. ในคดีเดิมนั้น ในการสอบครั้งแรกมีการส่งทนายความมานั่งประกบผู้ต้องหาจำนวนมาก และนายประกัน ทนายความไม่ยอมให้ข้อมูลกับตำรวจว่าเงินสำหรับประกันตัวนั้นได้มาจากที่ใด แต่ยืนยันว่าตำรวจได้ทำสำนวนอย่างลึกและละเอียด แต่ไม่ขอเปิดเผยเรื่องในสำนวนมากนัก เพราะอาจกระทบต่อรูปคดี แต่ขอให้เชื่อในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทั้งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและอัยการสูงสุดทำอย่างเต็มที่ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตั้งแต่เรือหายไปทางผู้บังคับบัญชาก็ได้เข้ามาตรวจสอบสำนวน ซึ่งยังไม่พบว่ามีส่วนใดที่บกพร่องมีเพียงการควบคุมเรือเท่านั้นที่บกพร่อง ซึ่งได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้ว
อย่างไรก็ตาม แนวทางการสืบสวนที่ผ่านมา ยังไม่ชัดเจนแน่ชัดว่าเป้าหมายคือเรือหรือน้ำมัน ส่วน 15 คนที่หลบหนีไป หากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลากเรือไปก็จะถูกเพิ่มโทษในข้อหาเกี่ยวกับการลักทรัพย์ หรือ ป.อาญา 142 ซึ่งต้องให้พนักงานสอบสวนในคดีหลักพิสูจน์จากพยานหลักฐาน เช่น วงจรปิดจากท่าเรือ และการพิสูจน์ผู้ที่มีส่วนร่วมกับการนำเรือของกลางออกไป อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ต้องหาหลบหนีไปได้นานขนาดนี้ มีคำถามที่ต้องตอบว่า เกิดจากผู้ต้องหาอย่างเดียวหรือไม่ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ หรือทุกอย่างประกอบกัน
...
ส่วนการประสานติดตามตัวนาย จ.กลับมานั้น ให้เป็นหน้าที่ของทางกองปราบ และที่ผ่านมามีการประสานข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ในคดีกับทางกองปราบโดยตลอด แต่เรามีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลบางอย่างไว้ เนื่องจากเชื่อว่าทางผู้กระทำความผิดเป็นผู้มีอิทธิพล และไม่แน่ใจว่าคนรอบตัวอยู่กับเขาบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนการจับกุมในคดีแรกนั้น ทางศูนย์ปราบปรามน้ำมันเถื่อน (ศ.ปนม.ตร.) ได้สั่งการให้ตำรวจน้ำ และเจ้าหน้าที่อีกหลายส่วนเข้าจับกุมโดยใช้เรือของตำรวจน้ำ เมื่อจับคนได้จึงนำเรือเข้ามาเทียบท่าที่ท่าเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และส่งไปดำเนินคดีที่ กก.2 บก.ปอศ. เพราะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษเกี่ยวกับการลักลอบ นำเข้า และเกี่ยวข้องกับภาษีศุลกากรเป็นหลัก ซึ่งเป็นการจับกุมในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ อยู่ค่อนข้างไกลมาก ห่างจากเส้นฐาน 200 ไมล์ทะเล เทียบหรือเทียบเป็นกว่า 100 กิโลเมตรบนบก จึงดำเนินการในคดีนอกราชอาณาจักร ส่วนเขตราชอาณาจักรไทยอยู่ที่ประมาณ 12 ไมล์ทะเล
“เชื่อว่ากลุ่มนี้มีผู้ให้คำแนะนำในการลักลอบทำผิดกฎหมายเป็นอย่างดี คือ ให้โยกย้ายขนถ่ายน้ำมันในพื้นที่ที่ไกลมาก ทำให้การต้องมีการปรึกษากับทางอัยการ อย่างรอบคอบ เพื่อทำสำนวนให้มีความละเอียดรัดกุมมากที่สุด เบื้องต้น ผู้กล่าวหามองว่าน่าจะนำน้ำมันมาจำหน่ายในประเทศไทย และมีพยานหลักฐานประกอบในสำนวนด้วย ทั้งนี้ สำหรับคดีนอกราชอาณาจักรคดีแรกนั้น ทาง กก.2 บก.ปอศ. จะต้องสรุปสำนวนภายใน 6 เดือน ซึ่ง ขณะนี้ผ่านมาแล้ว 2 เดือน