น้องสาว "CEO หนุ่ม" เผยมีหลักฐานพี่ชายขัดแย้งปมชู้สาวรุนแรง แต่ไม่ตอบเป็นสาเหตุให้ถูกลอบยิง ย้ำออกมาเรียกร้องเพราะต้องการหาความจริง ปัดหวังทรัพย์สิน ส่วนปมพี่สะใภ้โพสต์เฟซฯ กล่าวหา 8 ข้อ ไม่กังวล ขอให้เป็นหน้าที่ทนาย ด้าน "ทนายเดชา" เผยพบคดีลอบยิงมีการจ้างวาน-นัดแนะวางแผน เชื่อการตายไม่เป็นธรรมชาติ พุ่งปมขัดแย้งปัญหาครอบครัว ขอเมียผู้ตายระวังคำพูด
จากกรณี น.ส.ณัฐปภัษร์ ธนภัคนันท์หิรัญ อายุ 41 หรือเจ น้องสาวของ นายพิชิต กลีบจินดา หรือต้น อายุ 44 ปี นักธุรกิจสอนนวดแผนไทย เปิดเป็นสถาบันสอนนวดไทยและสปาเสริมความงาม ย่านรามคำแหง และเจ้าของโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ ย่านพัฒนาการ กทม. เข้าร้องขอความช่วยเหลือกับ ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ หลังพี่ชายเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ เมื่อวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ต.ดงเมือง อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นบ้านญาติภรรยา หลังผู้ตายเดินทางไปหา น.ส.วรรณิภา หะมาลา อายุ 37 ปี (ภรรยา) ซึ่งสภาพศพของผู้ตายดำผิดปกติ น้องสาวคาดว่าอาจถูกวางยาพิษเพื่อฆาตกรรม โดยในใบรับรองการเสียชีวิตของโรงพยาบาล ระบุสาเหตุไว้ไม่ชัดเจน ระบุ "unattended death"
ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงดึกวันที่ 8 เม.ย.67 นายพิชิต (ผู้ตาย) เคยถูกคนร้าย 2 คน ขี่รถ จยย.ประกบลอบยิง 5 นัด ขณะขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ ทะเบียนกรุงเทพมหานคร กลับจากสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ย่านเอกมัย-รามอินทรา กทม. ที่รถพบหัวกระสุนปืน 4 หัว เหตุเกิดที่บริเวณถนนประดิษฐ์มนูธรรม แขวงและเขตวังทองหลาง กทม. พื้นที่ สน.วังทองหลาง ยังไม่สามารถจับคนร้ายได้ น้องสาวและพ่อแม่ผู้เสียชีวิตเชื่อว่าทั้ง 2 เหตุการณ์ มีความเชื่อมโยงกัน
ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 พ.ค.67 น.ส.ณัฐปภัษร์ ธนภัคนันท์หิรัญ หรือ เจ อายุ 41 ปี น้องสาว นายพิชิต (ผู้ตาย) ได้เดินทางมาพบ พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผกก.สน.วังทองหลาง และ ร.ต.อ.ไท สว่างจิตร รอง สว.(สอบสวน) สน.วังทองหลาง เพื่อเร่งรัดคดีพี่ชายถูกลอบยิงไม่ได้รับบาดเจ็บ และให้ข้อมูลเพิ่มเติม
...
โดย พ.ต.อ.เจษฎา เปิดเผยว่า เมื่อคืนวันที่ 20 พ.ค.67 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจค้นบ้านของผู้ตาย ในซอยพัฒนาการ 20 เพื่อหาหลักฐานความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่ถูกลอบยิงคืนวันที่ 8 เม.ย. เช่น บันทึกข้อความหรือจดหมายต่างๆ แต่จากการตรวจสอบยังไม่พบหลักฐานใดๆ ที่มีความเชื่อมโยง สำหรับการสอบปากคำภรรยาผู้ตายเมื่อวานนี้ ถือเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ตำรวจจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบแนวทางการสืบสวน ในการหาเบาะแสของผู้ก่อเหตุต่อไป
ต่อมา เวลา 10.50 น. น.ส.ณัฐปภัษร์ เปิดเผยหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนว่า เมื่อคืนวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปเก็บหลักฐานที่บ้านของพี่ชาย ย่านพัฒนาการ วันนี้ตนจึงมาให้ปากคำและนำพยานหลักฐานที่ทราบมาให้ตำรวจ แต่ขอไม่ตอบว่ามีหลักฐานอะไรบ้าง และยืนยันว่าหลักฐานที่ตนมีเท่าที่สืบทราบได้ พี่ชายมีปัญหาเรื่องชู้สาวที่เป็นความขัดแย้งรุนแรง แต่ไม่ขอตอบว่าขัดแย้งกับใคร ส่วนปมชู้สาวจะเป็นสาเหตุทำให้พี่ชายแยกทางกับภรรยาหรือไม่ ก็ไม่ขอตอบเช่นกัน ส่วนกรณีที่ภรรยาของพี่ชายบอกว่า พี่ชายเป็นคนอารมณ์รุนแรง แพทย์แนะนำให้แยกกันอยู่และต้องกินยา ตนไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะพี่ชายไม่ได้บอก ส่วนจะหาตัวคนร้ายได้เลยหรือไม่นั้น ขอให้ตำรวจเป็นผู้สรุปสำนวน
"ส่วนตัวไม่ได้วิตกกังวล กรณีที่ภรรยาของพี่ชายออกมาแถลงข่าว และไม่ได้กังวลว่าจะถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย โดยขอให้ทนายความเป็นคนจัดการ เพราะตอนนี้ตนขอโฟกัสแค่การค้นหาความจริงว่า พี่ชายเสียชีวิตได้อย่างไร และเมื่อทราบว่าพี่ชายตายอย่างไรแล้ว ทุกอย่างจะคลี่คลายด้วยตัวของมันเอง" น.ส.ณัฐปภัษร์ กล่าว
น.ส.ณัฐปภัษร์ เปิดเผยต่อว่า ส่วนกรณีที่ภรรยาพี่ชายออกมาบอกว่า ทำไมถึงไม่ติดใจเรื่องการชันสูตรตั้งแต่ตอนเสียชีวิตนั้น ขอย้ำว่าตนติดใจการเสียชีวิตของพี่ชายตั้งแต่แรกแล้ว และมีการหาข้อมูล ตนเป็นผู้ติดใจ ส่วนหลวงพ่อวสันต์ กลีบจินดา บวชเป็นพระ และนางจำลอง กลีบจินดา แม่ก็ติดใจร้องไห้ทุกวัน ทำให้ตนต้องเดินเข้ามาที่สภาทนายความ ไปที่ศาลอาญาเพื่อปรึกษาผู้รู้ว่ามีการติดใจ และมีหลักฐานมาควรจะทำอย่างไรได้บ้าง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เข้าไปปรึกษาทนายเดชา
ส่วนกรณีที่พ่อแม่และน้องชายเห็นด้วยกับการติดใจการเสียชีวิตของ นายพิชิต เหมือนกันหรือไม่ น.ส.ณัฐปภัษร์ กล่าวว่า ตนปรึกษาญาติหลายๆ คน ทุกคนก็มีการติดใจ และคนที่สงสัยมากที่สุดก็คือตน จึงเป็นผู้เดินเรื่องในวันนี้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ทำไมก่อนที่จะมีการเผาไม่เดินหน้าหาความจริง น.ส.ณัฐปภัษร์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ตนได้เดินหน้าหาความจริงมาก่อนแล้ว ด้วยการไปเสาะหาหลักฐานต่างๆ ว่า ทำไมถึงถูกลอบยิง เป็นข้อสงสัยตั้งแต่ช่วงพี่ชายเสียชีวิต ส่วนที่ว่าทำไมไม่แย้งให้ชันสูตรก่อนแล้วค่อยเผานั้น ก็เพราะต้องการรอทางญาติที่ไปงานศพว่า เกิดเหตุอะไรยังไงขึ้น แต่ทางเรามีการติดใจอย่างมากจึงรวบรวมหลักฐาน และเราเป็นคนจริง ไม่มีเงินไปจ้างนักสืบ ต้องไปปรึกษาหาทางด้วยตนเอง
น.ส.ณัฐปภัษร์ กล่าวอีกว่า ส่วนเหตุผลที่ตนไม่เดินทางไปงานศพที่ จ.มหาสารคาม นั้น ก็เพราะตนให้พ่อแม่และญาติๆ เป็นคนจัดการเรื่องงานศพ ส่วนการหาความจริงก็ต้องมีอย่างน้อย 1 คน ตนติดใจการตายจึงเป็นคนเดินเรื่องปรึกษาผู้รู้ ทั้งนี้ รายละเอียดการชันสูตรต่างๆ ก็คงต้องปรึกษาทนายความก่อนว่า ข้อมูลที่ตำรวจได้มาจะสรุปสำนวนอย่างไร ส่วนใครยืนยันว่าต้องเผาพี่ชายก่อนชันสูตรนั้น ก็ขอให้รอตำรวจสรุปสำนวนทั้งหมดก่อนเช่นกัน
น.ส.ณัฐปภัษร์ กล่าวอีกว่า ส่วนกระดูกที่นำมาส่งให้นิติเวชตรวจสอบนั้น เชื่อว่าอย่างน้อยสถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ จะต้องตรวจสอบได้บ้างว่า กระดูกมีสารอะไรหลงเหลืออยู่ หรือถ้าไม่หลงเหลือเลยแล้วตรวจสอบหลักฐานแวดล้อม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่ชายเสียชีวิตด้วยวิธีธรรมชาติจริงๆ ก็จะได้ลงไว้ในมรณบัตร แต่ส่วนตัวขอย้ำว่ายังคงมีข้อสงสัยว่าพี่ชายจะถูกวางยา
"ส่วนกรณีที่ภรรยาผู้เสียชีวิตโพสต์ข้อความ 8 ข้อ กล่าวหาตน เรื่องที่พี่ชายเสียชีวิตไม่ถึงเดือน แต่ครอบครัวกลับมาขอเงิน และแม่เคยน้อยใจจนกินน้ำยาล้างห้องน้ำ รวมถึงเรื่องแชตลับ ก็ขอให้เป็นเรื่องของทางกฎหมาย ตนสามารถแสดงหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูได้หมด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนดำเนินการ และการโพสต์ต่างๆ ขอให้เป็นเรื่องของทนายความตอบ ทั้งนี้ตนยังไม่ได้อ่านข้อความที่ภรรยาพี่ชายโพสต์กล่าวหาทั้ง 8 ข้อ เพราะเพิ่งกลับมาจากให้ปากคำตำรวจ วันนี้จะมีการเข้าไปปรึกษาทนายเดชาเพิ่มเติม ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ดูแลแม่นั้น ตอนนี้ตนขอโฟกัสไปที่คดีของพี่ชาย ส่วนอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวและเกี่ยวข้องกับครอบครัว ขอให้ทีมกฎหมายเป็นผู้ดำเนินการ" น.ส.ณัฐปภัษร์ กล่าว
...
เมื่อถามว่า ไม่ถูกกับภรรยาผู้ตายหรือไม่ น.ส.ณัฐปภัษร์ กล่าวว่า ขอปรึกษากับทนายเดชาก่อน ซึ่งจะให้คำตอบที่ชัดเจนอีกครั้ง เพราะกรณีนี้กลายเป็นเรื่องส่วนตัว และการโพสต์โซเชียลมีเรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว จึงอยากให้ทนายความเป็นคนตัดสินใจ ยืนยันว่าการออกมาเรียกร้องในวันนี้ เพื่อต้องการความจริงว่าพี่ชายเสียชีวิตเพราะอะไร
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า หวังทรัพย์สินและสมบัติหรือไม่ น.ส.ณัฐปภัษร์ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่หวังเลย ต้องการความจริงเท่านั้น หากพี่ชายเสียชีวิตด้วยวิธีธรรมชาติ ตนก็อยากให้เห็นว่าคือวิธีธรรมชาติจริงๆ ส่วนกรณีที่ไปลงบันทึกประจำวันเพื่อดำเนินการทางแพ่งเรื่องมรดกนั้น น.ส.ณัฐปภัษร์ กล่าวว่า เป็นคำแนะนำของทนายความว่า เราสามารถทำอะไรได้บ้าง และขั้นตอนหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของทนายความ
เมื่อถามว่า แม่กังวลว่าอาจจะไม่ได้เงินรายเดือนจากภรรยาผู้ตาย หากออกมาเรียกร้อง น.ส.ณัฐปภัษร์ กล่าวว่า ตนก็ยังทำงานอยู่ และหลังจากคดีเสร็จสิ้น ก็จะทำงานเลี้ยงพ่อแม่ต่อไป
ต่อมา เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานทนายคลายทุกข์ ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือทนายคลายทุกข์ ร่วมแถลงข่าวพร้อม น.ส.ณัฐปภัษร์ น้องสาวนายพิชิต (ผู้ตาย) ภายหลัง น.ส.ณัฐปภัษร์ เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง วันนี้ว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนสาเหตุการตายของ นายพิชิต จาก น.ส.ณัฐปภัษร์ จึงให้ น.ส.ณัฐปภัษร์ ประสานเรื่องการลอบยิงกับทาง สน.วังทองหลาง ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ และได้ให้ประสานเรื่องสาเหตุการตายของ นายพิชิต กับ สภ.ยางสีสุราช ส่วนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะนี้ถือว่าคืบหน้าไปมากแล้ว ตนเชื่อว่าเรื่องหลักๆ น่าจะเป็นปัญหาในครอบครัว
นอกจากนี้ ในช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ ทนายเดชาได้ฝากเตือนไปถึงภรรยานายพิชิต ถึงกรณีที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า "ใครที่ไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ต้องร้อนตัวให้อยู่นิ่งๆ ไว้ ไม่ต้องไปโพสต์อะไร และขอเตือนด้วยว่าอย่ามาใส่ร้ายทางครอบครัว น้องสาว และพ่อแม่ของผู้ตายตามกฎหมาย มีสิทธิรับทรัพย์มรดก เพราะถือเป็นทายาทลำดับที่ 2
...
ทนายเดชา กล่าวต่อว่า เรื่องของการลอบยิงตอนนี้นั้น กำลังประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแล เบื้องต้นเชื่อว่าการตายของ นายพิชิต ไม่ใช่การตายแบบธรรมชาติ เนื่องจากตัวผู้ตายนั้นเป็นคนแข็งแรง และไม่มีโรคประจำตัว แต่เมื่อกลับไปถึงบ้านที่ จ.มหาสารคาม กลับเสียชีวิตลง จึงทำให้เชื่อแบบนั้น
"ตนได้ดูข้อมูลเรื่องการลอบยิง และยืนยันเป็นเรื่องจริงแน่นอน และเท่าที่ตนทราบข้อมูลในทางลับ น่าจะเป็นการจ้างวาน เพราะเท่าที่มีข้อมูลผู้ก่อเหตุ 2 คน ไม่เคยมีปัญหากับผู้ตายมาก่อน เรื่องนี้ไม่ได้ทำคนเดียว เพราะมีลักษณะการนัดแนะ โดยมีหลักฐานเป็นการสื่อสารผ่านโทรศัพท์ในการนัดแนะชัดเจน ซึ่งเป็นการนัดแนะเพื่อให้ผู้ตายออกมาทานข้าวแถวเลียบทางด่วนฯ ส่วนจะนัดไปกินร้านไหนอะไรยังไงนั้น ให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดเท่าที่ตนทราบ เรื่องหลักๆ มาจากปัญหาในครอบครัวและชู้สาว แต่ทางตำรวจก็ยังไม่ได้ตัดประเด็นเรื่องปัญหาธุรกิจทิ้ง"
ส่วนกรณีที่บอกว่า ญาติประสงค์ต่อทรัพย์และตัว น.ส.ณัฐปภัษร์ ตัดขาดกับที่บ้านไปแล้วกว่า 10 ปี ทนายเดชา กล่าวว่า หลังจากตนได้ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับพ่อแม่และน้องสาวของผู้ตายแล้ว ไม่มีประเด็นเรื่องสมบัติเลย ขอฝั่งคู่กรณีอย่าเบี่ยงเบน และให้ระวังคำพูดด้วย เพราะอาจจะโดนฟ้องหมิ่นประมาทได้ เพราะทางนี้เขาไม่ได้ประสงค์ต่อทรัพย์ เจตนาที่มาหาตนมีเรื่องเดียว เพราะคดีลอบยิงยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งที่ไม่คืบหน้าก็แสดงให้เห็นได้ว่า "มือปืนหรือคนจ้างวานต้องเป็นคนมีเงินหรือไม่ ทั้งที่ยิงกลางกรุงเทพฯ แต่ยังจับไม่ได้ ทั้งที่กล้องวงจรปิดเยอะไปหมด ซึ่งเรื่องนี้ไม่ซับซ้อน และมีปัญหาในครอบครัวอย่างเดียว จึงอยากรู้ว่าพี่ชายเป็นอะไรตาย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ศพของ นายพิชิต ได้มีการเผาจนเหลือแต่เถ้ากระดูก จะสามารถนำกลับมาชันสูตรได้หรือไม่ ทนายเดชา กล่าวว่าจากที่ได้ปรึกษาตำรวจและหมอ ได้บอกกับตนว่า สามารถนำมาประกอบรูปสำนวนได้ อย่างในคดีของแอมไซยาไนด์ ที่ไม่ได้มีตัวของผู้เสียชีวิต มีเพียงเถ้ากระดูก เจ้าหน้าที่ได้นำมาพิสูจน์เพื่อดูในเรื่องของพฤติการณ์ และใช้ในการพิสูจน์เจตนาประกอบสำนวนคดี
...
นอกจากนี้ ทนายเดชา ยังตั้งข้อสงสัยว่า การที่อยู่ดีๆ คนที่แข็งแรงมากคนหนึ่ง ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จำเป็นที่จะต้องดูในเรื่องการทำงานของตำรวจในท้องที่ เพราะหากตำรวจไม่ได้ทำอะไรเลย ก็คิดว่าควรที่จะโดนมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ ในประเทศไทยมีกฎหมายที่บอกไว้ว่า หากบุคคลดังกล่าวตายแบบผิดธรรมชาติ กฎหมายจะบังคับให้ชันสูตรโดยทันที เรื่องนี้ต้องดูว่า สภ.ท้องที่ ได้มีการตั้งสำนวนชันสูตรขึ้นมาแล้วหรือยัง
"ตนขอบอกอีกว่า เรื่องที่ผู้ตายทำประกันชีวิตไว้นั้น ตอนนี้ตนทราบมาว่าบริษัทประกันภัยดังกล่าวได้มีการสืบเรื่องนี้ แต่ไม่ได้ออกมาเปิดเผยว่าสืบไปแล้วเจอผลอย่างไรบ้าง เท่าที่ทราบ" นายเดชา กล่าว