ตร.ไซเบอร์ โชว์ผลงานปฏิบัติการ "HANG UP" บุกรวบ "อาฉิ่ง" หัวหน้าขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์โหด พร้อมลูกทีมรวม 12 คน ตั้งฐานฝั่งกัมพูชาหลอกเหยื่อ ก่อนอ้างเป็นตำรวจ สภ.เมืองตาก ให้โอนเงินตรวจสอบ ตุ๋นเหยื่อ 1 พันล้านบาทต่อปี
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 พ.ค.67 ที่ บช.สอท. จ.นนทบุรี พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.นิพล บุญเกิด ผบก.สอท.2 พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สอท.5 ร่วมแถลงผลการเปิดปฏิบัติการ HANG UP จับกุม “อาฉิ่ง” หัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ พร้อมลูกทีมรวม 12 คน ตั้งฐานฝั่งกัมพูชาหลอกเหยื่อ ในความผิดในคดีฟอกเงิน ก่อนอ้างเป็นตำรวจ สภ.เมืองตาก ให้โอนเงินตรวจสอบ
พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อช่วงปี 2566 มีผู้เสียหายจำนวนมาก ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้อุบาย อ้างตัวเป็นฝ่ายเร่งรัดหนี้สินธนาคาร ออกอุบายสอบถามผู้เสียหายว่าเลขท้ายบัตรเครดิต 4 หลักนี้ เป็นของผู้เสียหายหรือไม่ ซึ่งเมื่อผู้เสียหายตอบว่าไม่ใช่ ทางคนร้ายก็จะแจ้งกับผู้เสียหายว่า ข้อมูลของท่านอาจรั่วไหล แนะนำให้ติดต่อกลับมาที่ สภ.เมืองตาก โดยให้ผู้เสียหายกดปุ่มสี่เหลี่ยม (#) 2 ครั้ง ระบบจะโอนสายอัตโนมัติไปยังสายที่ 2 โดยสายที่ 2 จะอ้างตัวว่าเป็นตำรวจของ สภ.เมืองตาก จากนั้นจะแอดเพิ่มเพื่อนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ก่อนข่มขู่ผู้เสียหายว่าเข้าไปเกี่ยวข้องในคดีฟอกเงิน จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าต้องถูกดำเนินคดี ทางคนร้ายแจ้งว่าหากต้องการแสดงความบริสุทธิ์จะต้องโอนเงินมาตรวจสอบ จากนั้นมีการส่งสายต่อให้พูดคุยกับสายที่ 3 ที่อ้างตัวว่าเป็นตำรวจในระดับยศ พ.ต.ต. โดยทำทีให้ความช่วยเหลือ โดยการให้ผู้เสียหายโอนเงินมาตรวจสอบและจะคืนให้ในวันถัดไป ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวและหลงเชื่อ จึงยอมโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของคนร้าย จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก กระทั่งผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก ก่อนเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินคดีกับคนร้าย
...
ขณะเดียวกันมีผู้ที่ถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่เมืองโอเสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา โดยไม่สมัครใจ ได้ขอความช่วยเหลือจากสถานทูตไทยในกัมพูชา จึงได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศกัมพูชา ให้การช่วยเหลือออกมาได้ 4 คน
ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการสอบสวนหาข้อมูลทั้งฝ่ายผู้เสียหายและเหยื่อที่ถูกหลอกไปทำงานกับกลุ่มขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จนได้พยานหลักฐาน ข้อมูลการหลอก ข้อความสนทนาการหลอก ข้อมูลชื่อผู้เสียหายสอดคล้องเชื่อมโยงตรงกัน จนยืนยันได้ว่ากลุ่มคนร้ายที่หลอกกลุ่มผู้เสียหายอย่างเป็นขั้นตอนในคดีนี้คือกลุ่มแก๊งคอลเช็นเตอร์ที่ตั้งฐานอยู่ในเมืองโอเสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา
ต่อมา พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 พร้อมทีมสืบสวน จึงทำการสืบสวนจนทราบข้อมูลว่ามีคนไทยหลายรายไปทำงานให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 15 หมาย ติดตามจับกุมได้แล้ว 12 หมาย ประกอบด้วย นายปฏิภาณ หรือ อาฉิ่ง แซ่หัว อายุ 21 ปี นายภาณุ มาลัย อายุ 23 ปี นายพงศกร ศรียงค์ อายุ 29 ปี นายกฤษณะ ศรียงค์ อายุ 23 ปี นายอภิรัฐ ชิ้มฉาย อายุ 23 ปี น.ส.ฤทัยรัตน์ กำภูพงษ์ อายุ 29 ปี น.ส.ธวัลกร ขันคำ อายุ 28 ปี นายอดิศักดิ์ ภูมี อายุ 35 ปี นายธวัชชัย วังสาวดี อายุ 24 ปี นายพงศธร มีทอง อายุ 24 ปี น.ส.พัชสร บุญมั่ง อายุ 23 ปี และน.ส.ใบเฟิร์น สุขประเสริฐ อายุ 21 ปี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ติดตามจับกุมตัวนายปฏิภาณได้ในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ขณะเดินทางกลับมาบ้าน ส่วนที่เหลืออีก 3 ราย อยู่ระหว่างการติดตามจับกุม
จากการสอบสวน นายปฏิภาณ หัวหน้าแก๊งชาวไทย ให้การว่า เริ่มเข้ามาอยู่แก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มดังกล่าวในประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2565 ถึงกลางปี 2566 ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและข้าราชการเกษียณอายุ โดยทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมและคอยสั่งการในแต่ละทีม หากใครทำยอดไม่ได้ ทำผิดกฎข้อห้าม หรือหลบหนี ก็จะถูกตนทำร้ายร่างกายและใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าจนได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งตนยังเป็นผู้เรียบเรียงสคริปต์คำพูดทั้งภาษาไทยและภาษาจีน ในการหลอกลวงผู้เสียหาย นอกจากนี้ ในการหลอกลวงเหยื่อจะตั้งเป้าให้ลูกทีมแต่ละทีมได้ยอดสัปดาห์ละ 20 ล้านบาท หรือ 1,000 ล้านบาทต่อปี สร้างความเสียหายนับหลายพันล้านบาท หากทีมไหนทำยอดถึงเป้าจะอนุญาตให้หยุดพัก 1 วัน หากทีมไหนยอดไม่ถึงจะให้ทำงานต่อเนื่องไม่มีวันหยุดพัก ในส่วนเงินตอบแทนจะได้รับตามเปอร์เซ็นต์ของยอดเงินที่หลอกได้ คือ สาย 1 ได้ 6 เปอร์เซ็นต์ สาย 2 ได้ 5 เปอร์เซ็นต์ และสาย 3 ได้ 5 เปอร์เซ็นต์ หากคนเดียวทำได้ทั้งสาย 1 และสาย 2 ก็จะได้รับรวมกันถึง 11 เปอร์เซ็นต์
พล.ต.ต.นิพล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ยังตรวจพบข้อมูลผู้เสียหาย จำนวน 12,000 รายชื่อ ที่ขบวนการนี้ไปซื้อข้อมูลส่วนบุคคลมาจากบริษัทฯเอกชนแห่งหนึ่ง อาทิ เบอร์โทรศัพท์, วันเดือนปีเกิด, เลข 13 หลักของบัตรประจำตัวประชาชน, เพศ อีกทั้งยังมีการนำข้อมูลบัตรข้าราชการ (ตำรวจ) ปลอมแปลง ที่สามารถตรวจยึดได้ในขณะจับกุม มีข้อมูลจริงบางส่วน และบางส่วนปลอมแปลง โดยเอารายชื่อมาจากเว็บไซต์ของ ตร. และภาพจากอินเทอร์เน็ต มาใช้เป็นข้อมูลในการติดต่อหาเหยื่อ
...
เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหากระทำความผิดฐาน "ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน"