"พล.ต.อ.สราวุฒิ" รอง ผบ.ตร. เรียกประชุม คกก.สอบสวน "บิ๊กโจ๊ก" ครั้งแรก เรียกรับทราบข้อกล่าวหา 7 พ.ค.นี้ ยันยึดระเบียบข้อกฎหมาย ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ไม่มีใครชี้นำ 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 เม.ย. 67 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สราวุฒิ การพานิช รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. พร้อมพวก 5 คน ทำผิดวินัยร้ายแรงจนถูกออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อกำหนดแนวทางการสอบสวนครั้งแรก ภายหลัง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. เซ็นคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ ประกอบด้วย

พล.ต.อ.สราวุฒิ การพานิช รอง ผบ.ตร. เป็นประธานกรรมการ, พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการ, พล.ต.ต.ธวัชชัย นาคฤทธิ์ รอง ผบช.ภ. 1 เป็นกรรมการ, พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ รอง ผบช.ก. เป็นกรรมการ, พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. เป็นกรรมการและเลขานุการ, พล.ต.ต.ศุภณัฏธ์ เจริญเรืองสกุล ผู้บังคับการกองตรวจราชการ 4 เป็นกรรมการ, พ.ต.อ.บัณฑิต นิลอ่อน รองผู้บังคับการ (สอบสวน) กองบังคับการกฎหมายและคดี ตำรวจภูธรภาค 2 เป็นกรรมการ, พ.ต.อ.พนม เชื้อทอง ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ เป็นกรรมการ, พ.ต.อ.เทิดสยาม บุญะเสนา ผู้กำกับการ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวนกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 เป็นกรรมการ, พ.ต.อ.อัครเดช สุริยงค์ ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการตำรวจสันติบาล 2 เป็นกรรมการ, พ.ต.อ.มิ่งมนตรี ศิริพงษ์ ผู้กำกับการ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เป็นกรรมการ, พ.ต.ท.บุญนำ ลบโลกา รองผู้กำกับการ (สอบสวน) กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม เป็นผู้ช่วยเลขานุการ, พ.ต.ท.ศิริพล บุญหนุน รองผู้กำกับการ ฝ่ายสืบสวนและตรวจราชการ 2 กองตรวจราชการ 2 สำนักงานจเรตำรวจ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ, และ พ.ต.ท.รชต ฉัตรวชิระวงษ์ สารวัตร กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ทั้งนี้ 1 ใน 14 คณะกรรมการฯ มีบุคคลที่ถูก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวหาว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับตนเองในการสอบสวน จึงเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม และคิดว่าจะยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.สราวุฒิ เพื่อคัดค้านคณะกรรมการชุดดังกล่าวด้วย

...

ต่อมา เวลา 11.48 น. ภายหลังการประชุมนานเกือบ 2 ชั่วโมง พล.ต.อ.สราวุฒิ การพานิช รอง ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เชิญคณะกรรมการทุกคนมาประชุมแนวทางการสอบสวน โดยมี 2 จาก 14 คน ไม่สามารถมาประชุมได้ เนื่องจากติดราชการ สำหรับกรอบเวลาของกฎระเบียบ ที่ ก.ตร. กำหนดไว้มีระยะเวลา 15 วัน นับจากวันที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ คือ วันที่ 22 เม.ย. 67 ดังนั้นทั้ง 5 ท่านจะต้องเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 7 พ.ค. 67 ซึ่งก่อนวันที่ 7 พ.ค. จะมีการส่งหนังสือแจ้งทางไปรษณีย์ให้ทราบ ซึ่งหากบุคคลที่ถูกเรียกติดธุระสามารถส่งหนังสือมาขอเลื่อนได้ จากนั้นคณะกรรมการจะรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนพยาน ซึ่งมีกรอบเวลาทั้งหมดไม่เกิน 270 วัน การวางกรอบการทำงานจะต้องยึดระเบียบและข้อกฎหมายเท่านั้น และต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 5 คน

ส่วนการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจในวันพรุ่งนี้ (30 เม.ย.) ที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาประชุม เพื่อพิจารณาการแต่งตั้งนายพล จะมีการพูดคุยเรื่องนี้หรือไม่นั้น รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า จะยังไม่มีการคุยเรื่องนี้ กรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะยื่นคัดค้าน 1 ในคณะกรรมการที่เป็นคู่ขัดแย้งก็สามารถทำได้ แต่รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะเป็นผู้พิจารณาว่าบุคคลที่ถูกเอ่ยถึงมีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่ แต่การทำงานของคณะนี้อาจจะเสร็จสิ้นไม่ทันตนเกษียณอายุราชการ แต่สามารถส่งต่อข้อมูลให้กับผู้ที่จะเข้ามารับผิดชอบแทนได้ ยืนยันว่าไม่ใช่การโยนเผือกร้อนแต่อย่างใด

ส่วนที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. เลือกตนเป็นหัวหน้าคณะทำงานนั้น ที่อาจกลายเป็นกระแสสงครามตัวแทนนั้น รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนยืนยันไม่กลัว แค่รู้สึกตกใจ เพราะตนใกล้จะเกษียณแล้ว ซึ่งอาจเป็นเพราะตนเป็นกลางหรือมีความจำเป็นจริงๆ แต่ไม่ได้มีการพูดคุยหรือสั่งการอะไรเป็นพิเศษ พร้อมยืนยันว่าไม่มีใครมาชี้นำตนได้ รวมถึงยังไม่มีการพูดคุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นการส่วนตัว แต่ก็พร้อมหากมีใครอยากพูดคุยถือว่าเป็นการให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ทั้งนี้ยืนยันว่าจะไม่มีการช่วยเหลือ แม้จะเป็นพี่น้องร่วมสถาบันและเคยทำงานร่วมกัน และจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เมื่อถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังมีคุณสมบัติเป็นแคนดิเดตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อันดับ 1 หรือไม่นั้น รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากการตรวจสอบทางวินัยและอาญายังไม่แล้วเสร็จ และขณะนี้ยังไม่ถือว่าออกจากราชการแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะขั้นตอนยังไม่ครบถ้วน.