หนุ่มใหญ่วัย 40 ร้องพี่ชาย ถูกตำรวจวิสามัญผิดตัว หาว่าเป็นโจรลักสายไฟ ซัดตำรวจเล่าหนังคนละม้วน ความจริงแค่จอดรถลงไปฉี่-แต่กลับถูกยิง ยันไปแค่ 2 ไม่ใช่ 4 เผยมีอาชีพเผาถ่านขาย-จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อปืนยิงดวลตำรวจ
จากกรณีตำรวจ สภ.เขาหินซ้อน นายอำพล ตันเจริญ อายุ 50 ปี ก่อเหตุขโมยของโรงงานร้างเอทานอล หมู่ 13 บ้านหนองเหียง ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ลักลอบตัดสายไฟ หม้อไฟ ภายในโรงงาน ตำรวจอ้างว่าถูกคนร้าย 4 คน ยิงใส่เจ้าหน้าที่ จึงยิงโต้ตอบจนทำให้คนร้ายเสียชีวิต 1 ราย และหลบหนีไปได้ 3 ราย เหตุเกิดเมื่อเช้าวันที่ 10 เม.ย. 67 ที่ผ่านมา
สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ คืนวันที่ 9 เม.ย. 67 ที่ผ่านมา มีคนร้าย 4 คน ลักลอบเข้ามาที่โรงงานเอทานอลดังกล่าว เพื่อลักลอบตัดสายไฟและหม้อไฟภายในโรงงาน รปภ.เห็นเข้าแต่ถูกคนร้ายยิงใส่ จึงโทรแจ้งตำรวจ สภ.เขาหินซ้อน พอตำรวจเดินทางมาถึงถูกคนร้ายยิงใส่ จึงยิงตอบโต้ปะทะกัน จากนั้นคนร้ายได้ใช้รถกระบะขับหลบหนีไปทางด้านหลังโรงงาน ต่อมาวันที่ 10 เม.ย. เจ้าหน้าที่คาดว่าคนร้ายจะต้องย้อนกลับมาเอาสิ่งของ และอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ก่อเหตุ จึงแอบเฝ้าติดตามพบเห็นคนร้ายย้อนกลับมา คนร้ายยิงต่อสู้จึงถูกวิสามัญ 1 คน ส่วนที่เหลือขับรถกระบะหลบหนีไป ล่าสุดคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นโจรที่หลบหนีไปได้นั้น ได้ออกมาโต้ข่าวว่า สิ่งที่ตำรวจเล่าคือหนังคนละม้วนกับความเป็นจริง เรื่องจริงคือตนและพี่ชายแค่ลงไปปัสสาวะ แต่กลับถูกยิงแบบไม่ได้ตั้งตัว
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 11 เม.ย. 67 ที่สำนักงานเพจสายไหมต้องรอด ซอยสายไหม 38 นายสมพงศ์ ปิ่นแก้ว อายุ 40 ปี เป็นบุคคลที่ตำรวจอ้างว่าเป็นโจร 1 ใน 3 ที่หลบหนีไปได้ ออกมาขอความช่วยเหลือกับนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ว่าสิ่งที่ถูกตำรวจกล่าวหาไม่เป็นเรื่องจริง
...
โดย นายสมพงศ์ ปิ่นแก้ว อาชีพเผาถ่าน คนที่ถูกตำรวจกล่าวหาว่าเป็นโจร เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพเผาถ่านขาย ประกอบอาชีพนี้มาเกือบ 30 ปีแล้ว วันเกิดเหตุเมื่อวานนี้ (10 เม.ย.) เวลาประมาณ 11.00 น. ตนได้ขับรถกระบะตอนเดียวออกไปตระเวนเก็บต้นไม้ที่ตายแล้ว กับ นายอำพล ตันเจริญ อายุ 50 ปี ผู้ตาย (มีศักดิ์เป็นพี่) ไปแค่ 2 คน ไม่ใช่ 4 คน ตามที่ตำรวจอ้าง เพื่อนำมาเผาทำถ่านขาย ระหว่างทางบริเวณบ้านหนองเหียง ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ใกล้โรงงานที่เกิดเหตุ ตนได้จอดรถลงไปปัสสาวะกับพี่ชาย จากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ตนจึงวิ่งขึ้นรถแล้วตะโกนบอกให้พี่ขึ้นรถ แต่พี่ชายขึ้นรถไม่ทัน ถูกยิงเสียชีวิตคาที่ หลังตนวิ่งขึ้นรถมาได้ ยังคงมีเสียงปืนดังไม่หยุด ลูกกระสุนปืนทะลุเข้ามาในรถหลายนัด ตนจึงสตาร์ตรถเร่งเครื่องหนีกลับมาบ้าน ทิ้งให้พี่ชายนอนเสียชีวิตอยู่ตรงนั้น
นายสมพงศ์ เปิดเผยต่อว่า พอมาถึงบ้านไม่ไกลจากที่เกิดเหตุเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง แล้วตนเข้าไปหลบในป่า เพราะไม่รู้ว่าคนที่ยิงตนกับพี่ชายเป็นใคร ต่อมาแม่ได้ให้พี่สาวและญาติไปที่เกิดเหตุ พอญาติไปถึงที่เกิดเหตุพบพี่ชายนอนเสียชีวิตอยู่ มีตำรวจยืนอยู่หลายนาย ตำรวจได้กั้นพื้นที่ห้ามคนอื่นเข้าพื้นไปดู ญาติๆ จึงพากันกลับมาตั้งหลักที่บ้านก่อน
"จากนั้น ช่วงเวลา 13.00 น. วันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ตำรวจบุกมาที่บ้านจับคนที่บ้านไปโรงพัก 6 คน พาไปสอบปากคำที่โรงพัก โดยตำรวจมุ่งเป้ามาที่ตน ให้ญาติทุกคนบอกที่ซ่อนตัว ตำรวจบอกกับญาติๆ ว่า ตนกับพี่ชายไปขโมยสายไฟ และยิงต่อสู้กับตำรวจ" นายสมพงศ์ กล่าว
นายสมพงศ์ กล่าวยืนยันว่า ตนไม่ได้ไปขโมยของที่ไหน ตอนเกิดเหตุคืนวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา ตนนอนอยู่กับภรรยาที่บ้าน ญาติพี่น้องตนเป็นพยานได้ ส่วนเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่ายิงสู้ตำรวจ ตนยืนยันว่าในชีวิตตนไม่เคยยิงปืนสักครั้ง ตนเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา มีอาชีพเผาถ่านขายหาเช้ากินค่ำ จะเอาเงินที่ไหนไปซื้ออาวุธปืน ต่อจากนี้ตนจะเดินหน้าแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจที่ยิงพี่ชายตนเสียชีวิต
ด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ปักใจเชื่อใคร ตอนนี้ได้พา นายสมพงศ์ ไปตรวจเขม่าดินปืนที่นิติวิทยาศาสตร์กระทรวงยุติธรรม รวมถึงขอคุ้มครองพยานด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อาจเกิดอันตรายได้ หากเรื่องนี้เป็นไปตามที่นายสมพงศ์ กล่าวอ้าง ถือว่าตำรวจทำผิดอย่างร้ายแรง มีโทษสูง เบื้องต้นจากการตรวจสอบ ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผลที่ตำรวจวิสามัญพี่ชายนายสมพงศ์ ไม่มีโจรที่ไหนจะย้อนกลับไปเอาของที่ขโมยมาตอนกลางวันแสกๆ แล้วยิ่งเมื่อคืนมีเหตุยิงปะทะกับตำรวจด้วย อีกทั้งตรงที่บริเวณที่ถูกวิสามัญนั้น คนร้ายอยู่ห่างจากโรงงานมาก คนที่ถูกวิสามัญก็สติไม่สมประกอบ