คดีเป้รักผู้การ ขยายเวลาสรุปสำนวนส่งฟ้อง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ คาดไม่เกินเดือน พ.ค.นี้ พร้อมพบผู้ต้องหาผิดเพิ่มอีก 10 ราย รวม 34 คน


เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 18 มี.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ ในฐานะหัวหน้าชุดคณะทำงานตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน พร้อมด้วย พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผช.ผบ.ตร. พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผบช.ภ.1 พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษ์ รอง ผบช.ภ.1  พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ รอง ผบช.ภ.1 เข้าร่วมประชุมพร้อมชุดคณะทำงานตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน ในคดี “เป้รักผู้การ”  พล.ต.ต.กัมพล ลีลาประภาภรณ์ อดีต ผบก.จ.ชลบุรี กับพวก โดยมีตำรวจและพลเรือน รวม 33 คน แยกเป็นตำรวจ 20 นาย และพลเรือน 13 คน ในคดีร่วมรีดไถเงินเครือข่ายเว็บพนัน 140 ล้านบาท โดยใช้เวลากว่า 30 นาที


พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผช.ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีอดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรชลบุรี รีดทรัพย์เว็บพนันออนไลน์ 140 ล้านบาท กล่าวว่า วันนี้คณะพนักงานสอบสวนทั้งตำรวจและอัยการ ได้ประชุมเพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของสำนวนการสอบสวนในคดีนี้ ที่ได้ดำเนินการมาแล้วกว่า 80 วัน โดยได้มีการสอบปากคำพยานไปแล้ว 200 กว่าปาก แต่เนื่องจากมีผู้ต้องหาที่ยื่นขอให้ตรวจสอบพยานบุคคลและพยานเอกสารในคดีเพิ่มเติม ทำให้ต้องขยายระยะเวลาออกไป จากกำหนดการเดิมที่คาดว่าจะสรุปสำนวนการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในกลางเดือนเมษายนนี้ แต่ยืนยันว่าจะสามารถสรุปสำนวนส่งอัยการสั่งฟ้องได้ภายในไม่เกินเดือนพฤษภาคมนี้อย่างแน่นอน 


ด้าน นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน ในฐานะหัวหน้าชุดคณะทำงานตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน กล่าวว่า สาเหตุที่ล่าช้าออกไป เนื่องจากพยานเอกสารและบุคคลมีจำนวนมาก ผู้ต้องหาเกือบทั้งหมดทั้งอดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และผู้ต้องหาที่เป็นพลเรือน ได้นำพยานบุคคลเข้ามาเพิ่ม ซึ่งพนักงานสอบสวนได้รับไปดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด รวมถึงได้ไปสอบปากคำที่จังหวัดชลบุรีด้วย เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หมดระยะเวลาการยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมแล้ว จากนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่คณะพนักงานสอบสวนจะสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเอง แต่ยังให้โอกาสกับพนักงานสอบสวนชุดเดิมที่จะยื่นพยานหลักฐานมาเพิ่มเติมด้วย 

...


จากการตรวจสอบยังพบว่ามีผู้ต้องหาในคดีเพิ่มเติมอีกกว่า 10 คน จากเดิมมีประมาณ 20 กว่าคน รวมแล้ว 34 คน ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและพลเรือน ส่วนใหญ่มีส่วนในการจับผู้ต้องหามา และมีการกระทำให้ผู้เสียหายถูกกักขังควบคุมตัวตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ โดยขณะนี้การสอบพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงการสอบเจ้าหน้าที่รัฐบางรายที่เกี่ยวข้องกับชุดที่แล้วเท่านั้น หลังจากนี้จะสรุปสำนวนให้เสร็จภายในเดือนเมษายน 67 และส่งอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภายในไม่เกินเดือนพฤษภาคมนี้อย่างแน่นอน