เมียชายชาวสวิส ย่องขึ้นศาลขอประกันตัวสามี หลังรัวหมัดใส่หญิงไทยเจ็บสาหัสกลางห้างฯ จ.ตรัง เผยสามีขอจบความสัมพันธ์แยกทางเมื่อ 2 เดือนก่อน ยังงงและรู้สึกตกใจที่สามีไปทำร้ายผู้หญิงได้อย่างไร เชื่อไม่ได้ทำ เพราะอยู่กินกว่า 16 ปี ไม่เคยใช้ความรุนแรง ด้านเพื่อนบ้านเผยฝรั่งหัวร้อน ชอบโยนความผิด

จากกรณี Mr.Straumann Dieter Mathhias อายุ 62 ปี สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย น.ส.นัฎชนันท์ ขิกขำ อายุ 53 ปี ชาว จ.ตรัง ภายในห้างสรรพสินค้าจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยขณะนี้ยังคงรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตรัง เหตุเกิดเมื่อวานนี้ (5 ก.พ. 67) ที่ผ่านมา  ซึ่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองตรัง ได้แจ้ง 2 ข้อกล่าวหากับผู้ก่อเหตุ คือทำร้ายร่างกายผู้อื่น ทำให้ได้รับอันตรายสาหัส และข้อหาขัดขืนเจ้าพนักงาน เนื่องจากผู้ก่อเหตุไม่ยินยอมที่จะเซ็นรับทราบข้อกล่าวหาและไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ จนช่วงสายที่ผ่านมาของวันที่ 6 ก.พ. ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใส่กุญแจมือควบคุมผู้ก่อเหตุส่งฝากขังศาล จ.ตรัง 

   

วันที่ 7 มี.ค. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่บ้านของผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นบ้านเช่าในพื้นที่หมู่ 10 ต.โคกหล่อ อ.เมืองตรัง พร้อมกับ นายวรวุฒิ หนูเรือง หรือผู้ใหญ่กุ๊งกิ๊ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านโคกพลา ต.โคกหล่อ พบว่าสภาพบ้านเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ไม่มีใครอยู่อาศัย ปิดประตูด้วยแม่กุญแจปกติ 1 อัน และล็อกด้วยแม่กุญแจชนิดใส่รหัสผ่านอีก 1 ชิ้นอย่างแน่นหนา บริเวณโดยรอบบ้านพบว่ามีท่อนไม้เล็กใหญ่อยู่จำนวนมากตั้งกองไว้ระเกะระกะ และแขวนติดไว้กับผนังโดยรอบ หน้าบ้านพบรถยนต์เก๋ง 1 คัน และรถยนต์กระบะจอดอยู่อีก 1 คัน  


นายวรวุฒิ หรือผู้ใหญ่กุ๊งกิ๊ง กล่าวว่า จากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ ทราบมาว่าเจ้าตัว (ฝรั่ง) เป็นคนขี้ระแวง และมีการพูดกันคือทะเลาะกับแฟนอยู่บ่อยครั้ง เป็นคนไม่สุงสิงกับใคร จะอยู่ในสังคมของตัวเอง โลกส่วนตัวสูง และเคยมีปัญหากับกำนันในพื้นที่เรื่องน้ำประปา กลางคืนชอบเดินไปเดินมา ที่ผ่านมาไม่เคยทราบว่าทำร้ายร่างกายใคร เพียงแค่ทราบว่าเคยทำร้ายภรรยา และแยกกันอยู่ ส่วนทรัพย์สินของผู้ก่อเหตุเท่าที่ทราบคือมีเงินในบัญชีธนาคารและมักจะหวง ซึ่งในหมู่บ้านก็มีชาวต่างชาติมาอาศัยก็พอสมควร แต่ส่วนใหญ่จะมาซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร มีไม่ต่ำกว่า 10 ครัวเรือน 

...

นายโชติ อายุ 55 ปี เพื่อนบ้านติดกัน กล่าวว่า ชาวสวิส รายนี้มาเช่าอยู่ที่บ้านหลังนี้นานกว่า 10 ปีแล้ว ไม่ค่อยจะสุงสิงกับใคร ส่วนนิสัยจะเป็นคนก้าวร้าวและหัวร้อนนิดหน่อย แม้กระทั่งต้นไม้ซึ่งอยู่ในที่ดินของเขาจะล้ม ก็มาโทษเราซึ่งบ้านอยู่ติดกัน หากมีเรื่องหรือปัญหาอะไรก็พยายามโทษคนอื่น ซึ่งไม่มีใครอยากจะปะทะกับเขา ที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้ยินเสียงทะเลาะอะไรกับภรรยา หรือเพราะเขาจะเข้าบ้านช่วงกลางคืน จากนิสัยของเขาที่เราเคยเห็น ก็คิดอยู่แล้วว่าสักวันจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะพวกเราเพื่อนบ้านก็พยายามหลบๆ หลีกกับเขามาโดยตลอด ในมุมมองส่วนตัวการที่เข้ามาอยู่ในบ้านเราประเทศเราแล้วมาทำแบบนี้มันก็ไม่ดี เป็นความรุนแรง และทำกับผู้หญิงอีก  


ต่อมา นายวรวุฒิ หรือผู้ใหญ่กุ๊งกิ๊งได้โทรศัพท์ติดต่อไปยัง น.ส.อร อายุประมาณ 60 ปี ภรรยาของชายชาวสวิตเซอร์แลนด์ผู้ก่อเหตุ น.ส.อร แจ้งว่ากำลังอยู่ที่ ศาล จ.ตรัง เพื่อจะมาติดต่อพบตัวและประกันตัวสามี แต่ตนไม่สามารถติดต่อกับเขา (สามี) ได้ เขาเซย์โนทุกอย่าง อีกอย่างสามีถือบัตรเครดิต ไม่ได้ถือเงินสด และเขาไม่ยอมที่จะคุยด้วยเพราะก่อนหน้านี้ได้ทะเลาะกันมาก่อน จนถึงตอนนี้ก็ไม่ให้ตนจัดการหรือทำอะไรสักอย่างเดียว ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็แค่เรื่องนิดๆ หน่อยๆ แต่มีคนไปให้ข่าวหาว่าแฟนซ้อมเราทุกวัน โน่นนี่นั่น ซึ่งไม่มีความจริงสักอย่าง เราอยู่กันมากว่า 16 ปี หากสามีซ้อมทำร้ายเราจะทนอยู่ทำไม และสามีไม่เคยสร้างปัญหาให้ใคร อยู่ในแบบฉบับของเขา

น.ส.อร กล่าวด้วยว่า คบหากับสามีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน เคยขอตนแต่งงาน แต่ตอนนั้นตนเพิ่งหย่ากับสามีคนเก่าก็เลยบอกว่าให้อยู่กันไปก่อน ไม่เคยมีปากเสียงกัน ไม่ได้มีลูกด้วยกัน แต่ตนมีลูกติดมา 2 คน ทางสามีก็เป็นคนส่งให้เรียนหนังสือ สามีก็ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ไม่เที่ยวกลางคืน แต่ตนไม่ได้เข้าไปบ้านหลังนี้แล้ว เพราะสามีขอจบ ส่วนประเด็นที่ว่าตนถูกทำร้ายร่างกายนั้นไม่เป็นความจริงขอแก้ข่าวด้วย สิ่งไหนที่สามีดีก็ว่ากันไปตามความจริง ต้องให้ความยุติธรรมกับเขาด้วย ส่วนนิสัยสามีเป็นคนชอบอยู่ป่า ชอบอยู่เงียบๆ โลกส่วนตัวสูง เหตุการณ์ที่สามีไปก่อเหตุเมื่อวานตนก็ไม่รู้เลยว่าเพราะอะไร หลังจากตำรวจติดต่อมาก็ยังงง และยังงงกับที่มีชาวบ้านบางคนมาบอกว่าสามีชอบใช้ความรุนแรงส่วนโรคประจำตัวตนไม่รู้ แต่ไม่เคยเห็นสามีเคยกินยาหรือรักษาโรคอะไรมาตั้งแต่ต้น 

"อยู่บ้านหลังนี้มากว่า 10 ปี ไม่เคยแยกกันไปไหน เพิ่งแยกกันได้เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา เลิกและมีปัญหากัน หลังจากไปเที่ยวที่ กทม. โดยที่เรากลับมาบ้านก่อน แต่ยังทิ้งสามีไว้ที่โน่น ที่ผ่านมาคนอื่นอิจฉาคู่เรามาก เพราะเราอยู่แบบสุขสบาย ไม่เคยทำงาน แต่งตัวสวย เดินตามหลังสามี หลังจากนี้ความสัมพันธ์ก็น่าจะจบกันแล้ว เพราะสามีเซย์โน ไม่เอาเราแล้ว แต่ก็ไม่อยากให้สามีด่างพร้อยในเรื่องที่ไม่ได้ทำ ถ้าสามีร้ายจริงก็คงไม่ส่งลูกเราให้จบปริญญาหรอก สุดท้ายไม่ขอเปิดเผยใบหน้าและชื่อ แต่ขอชี้แจงและขอแก้ข่าว"