"บิ๊กโจ๊ก" สวนกลับ "จรูญเกียรติ" อย่าล้ำเส้น ป.ป.ช. ยืนยันความบริสุทธิ์ ยังไม่ได้ถูกแจ้งข้อหา ไม่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันใด มีแต่จับกุมเท่านั้น เผยวันนี้ลูกน้องยื่นฟ้องตำรวจระดับ พล.ต.อ. แล้ว 2 นาย รวมกับที่เคยฟ้องพนักงานสอบสวนที่ทำคดีนี้กว่า 200 นาย ท้าแข่งกันทำงานดีกว่า อย่าแข่งกันอิจฉาริษยา
กรณี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.น. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ได้ทำหนังสือไปยัง ป.ป.ช. เพื่อขอรับสำนวนที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.กับพวกตำรวจรวม 5 คน ที่ถูกพนักงานสอบสวน บก.ป.ป.ป.กล่าวหาว่า กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และมาตรา 149 เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินฯ กรณีพบความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มบัญชีม้าเครือข่ายเว็บพนันของ "มินนี่" น.ส.ธันยนันท์ สุจริตชินศรี พร้อมระบุด้วยว่า หากได้รับสำนวนกลับมาเตรียมดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินเพิ่มอีกด้วย
ที่สโมสรตำรวจ เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 22 ก.พ. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องเริ่มจากคดีแรกที่มีตำรวจมาตรวจค้นบ้านตน โดยปกปิดข้อเท็จจริงในการของหมายค้นกับศาล เนื่องจากระบุเพียงบ้านเลขที่ ไม่ระบุชื่อตน ส่วนการออกหมายจับลูกน้องตน 8 นาย ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ใช้คำนำหน้าว่า "นาย" ประกอบอาชีพ "รับจ้าง" หากเป็นข้าราชการจะต้องขอหมายจากศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเท่านั้น นั่นหมายความว่า เจ้าหน้าที่เกรงว่า ศาลจะไม่ออกหมายค้นหรือหมายจับให้หรือไม่ หากศาลทราบว่า ผู้ต้องหาในคดีเป็นตำรวจ อาจออกให้เพียงหมายเรียกแทน เนื่องจากมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ฉะนั้นปฏิบัติการครั้งนั้นจึงมีพิรุธไม่ตรงไปตรงมา
รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า การเข้าตรวจค้นบ้านตนไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่พบความเชื่อมโยงทางการเงินที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ รอง ผกก.สส.สภ.สำโรงเหนือ หนึ่งในลูกน้องตนที่ถูกดำเนินคดี เป็นผู้ทำธุรกรรมให้ตนด้วยบัญชีม้า ยอมรับว่า หากลูกน้องทำผิดตนในฐานะหัวหน้าก็ต้องรู้ แต่ตนไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และตนได้ต่อว่า พ.ต.ท.คริษฐ์ ไปแล้ว แต่เรื่องนี้ต้องยกตัวอย่างว่า หากตนใช้เลขาฯ ไปโอนเงินค่าใช้จ่ายให้พ่อแม่ โดยตนให้เงินสดไป แต่หากเลขาฯ กลับไปใช้บัญชีม้าโดยที่ตนไม่ทราบ ตนจะผิดหรือไม่ ไม่ใช่ว่าลูกน้องตนทำผิดแล้วตนจะต้องมาผิดด้วย
...
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตนชี้แจงได้หมดว่า การทำบุญบริจาคต่าง ๆ ไม่ใช่การเลี่ยงภาษี ตนจ่ายทุกบาท ยินดีให้ตรวจสอบว่า มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ พร้อมยืนยันว่าไม่มีเส้นทางการเงินจากเว็บพนันใดที่เข้าและออกจากตน มีแต่ที่ไปจับกุมเท่านั้น ส่วนที่มีการระบุว่า เส้นเงินอาจเกี่ยวเนื่องไปถึงญาติใกล้ชิด ยินดีให้สอบปากคำแม่ตนได้ เพราะไม่มีใครเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนทางคดี เมื่อส่งสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องลูกน้องตนทั้ง 8 นาย ยังไม่มีชื่อตน กระทั่งสัปดาห์ที่แล้วทราบจากสื่อมวลชนว่า มีรายชื่อตนปรากฏในคดีให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาวันที่ 20 ก.พ.นี้ ตนก็ไม่ทราบเรื่อง แต่ตามขั้นเมื่อส่งสำนวนให้อัยการแล้ว พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำหรือแจ้งข้อกล่าวหาไม่ได้อีก เว้นแต่อัยการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม
รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า สำนวนคดีตนกับตำรวจ 5 นาย ถูกส่งไปยัง ป.ป.ช.ตั้งแต่ปี 2566 แล้ว โดย ป.ป.ช.เป็นหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตโดยตรงด้วยระบบไต่สวน รอบคอบกว่าระบบกล่าวหาของตำรวจ แต่ต้องถามว่าตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้มียศอะไร อยากให้คนที่มียศสูงๆ มาพูดบ้าง อย่าให้ลูกน้องมาพูดแทน ทั้งยังแถลงข่าวว่าอยากให้ ป.ป.ช.ส่งคดีกลับมาให้ตำรวจรับผิดชอบ นั่นเท่ากับเป็นการกดดัน หรือทำงานล้ำเส้น ป.ป.ช.หรือไม่ ไม่เชื่อมั่นในระบบไต่สวนของ ป.ป.ช.หรือไม่ โดยคดีนี้พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อลูกน้องตน ถือเป็นการตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลนั้นกระทำผิด ยังไม่ใช่การแจ้งข้อหา เมื่อส่งไปยัง ป.ป.ช.จะต้องไต่สวนก่อนว่า มีมูลหรือไม่ หากมีมูลก็ต้องแสวงหาข้อเท็จจริง ก่อนจะไต่สวนเพื่อเริ่มกระบวนการ และหากมีมูลผิดจริง ก็จะแจ้งข้อกล่าวหา
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ข้อหา มาตรา 149 ในเรื่องรับเงินนั้น ตนงงว่าตนรับอะไร ดังนั้นขณะนี้ตนยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาตนแต่อย่างใด ขอให้สื่อมวลชนที่ลงข่าวผิดพลาดลบข่าวดังกล่าวด้วย เพราะตนไม่ต้องการดำเนินคดีกับสื่อ โดยวันนี้ลูกน้องตนได้ยื่นฟ้องตำรวจระดับ พล.ต.อ. ไปแล้ว 2 นาย รวมกับที่เคยฟ้องร้องพนักงานสอบสวนที่ทำคดีนี้กว่า 200 นาย กรณีออกหมายค้นหมายจับโดยปกปิดข้อเท็จจริง พร้อมฟ้องร้องสื่ออาวุโส จากการเสนอข่าวว่า ตนมีความสนิทสนมกับกรรมการ ป.ป.ช.ท่านหนึ่งอีกด้วย
รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า เม็ดเงินเว็บพนันที่มากกว่า 300 ล้านบาท เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตำรวจไม่มีอำนาจสอบสวน อยากให้ไปศึกษาข้อกฎหมายตรงนี้ก่อน ว่า ที่พนักงานสอบสวนกระทำไปมีอำนาจหรือไม่ อย่าให้เป็นเหมือนคดีในอดีตที่ เจ้าหน้าที่ระดับอธิบดี ฟ้องร้อง รองนายกรัฐมนตรี แล้วกลับเป็นอธิบดีติดคุกเสียเอง
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ตนไม่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านตำรวจไซเบอร์ ไม่ได้ปราบเว็บพนัน ใครจะมาจ่ายส่วยให้ตนเพราะไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ เชื่อว่าเรื่องนี้สื่อมวลชนคงจะทราบกันดี หากได้รับผิดชอบ 7 วัน ตนปราบได้หมดทั้งประเทศ ฝากถึงตำรวจทุกนายว่ามาแข่งกันทำงานดีกว่า อย่าแข่งกันอิจฉาริษยา ตอนนี้ไม่กังวลหรือมีความเครียดแต่อย่างใด