น.1 สั่งสืบนครบาล แกะรอยบุกรวบหนุ่มชาวไทยวัย 46 ปี หัวหน้าแก๊งล้วงกระเป๋า รูดบัตรเครดิตนักท่องเที่ยว พบทำเป็นขบวนการมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เชื่อมโยง “อาเหว่ย” บอสคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 ธันวาคม 2567 พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สืบนครบาล และชุด PCT5 ร่วมกันจับกุม

นายวรงค์ฤทธิ์ รัตนกิจพิศาล หรือฤทธิ์ อายุ 46 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ จ.420/2566 ลงวันที่ 24 ต.ค. 66 ข้อหา จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย และเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต และพยายามส่งของต้องห้ามออกไปนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น

น.ส.จิราภา แซ่จิว อายุ 39 ปี และน.ส.มนัสนันท์ นัยผ่องศรี อายุ 44 ปี ทั้งสามคนถูกแจ้งข้อหาว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย

...

พร้อมของกลาง ยาไอซ์ 3 ถุง 4.6 กรัม เครื่องรูดบัตรเครดิต 4 เครื่อง สลิปการใช้บัตรเครดิต 30 ใบ โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง (พบข้อมูลการนัดหมายรูดบัตรกับกลุ่มผู้ขโมยบัตรจำนวนมาก) สมุดจดบันทึก 2 เล่ม (พบข้อมูลผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย) และม้วนกระดาษสลิปโอนเงิน 1 ม้วน โดยจับกุมตัวทั้ง 3 คน ได้ที่ ห้อง 704 โรงแรมชื่อดัง ซอยเสือใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กทม. เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากมีแก๊งล้วงกระเป๋า ลักบัตรเครดิตของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กำลังระบาดในสถานที่ท่องเที่ยว โดยขโมยบัตรเครดิตของเหยื่อแล้วแอบนำไปรูดสร้างความเสียหายกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางในสถานที่ต่างๆ และเป็นการทำเป็นขบวนการ มีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่ หามือขโมยบัตร เตรียมสถานที่ เตรียมเครื่องที่จะใช้รูดบัตร 

โดยในปัจจุบันหลายคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่นครบาล พบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุจะเป็นชาวต่างชาติสัญชาติเวียดนาม จีน พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. สั่งให้สืบนครบาลแกะรอยจากแผนประทุษกรรมจนพบความผิดปกติที่กลุ่มผู้ลงมือก่อเหตุขโมยบัตรเกือบทั้งหมดเป็น “ชาวต่างชาติ” วิเคราะห์จนสกัดออกมาได้ว่า “มีขบวนการที่เป็นคนไทย” ที่อยู่เหนือกว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุนี้ สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. นำกำลังลงพื้นที่สืบสวนโดยแกะรอยจากกลุ่มชาวจีน 3 ราย ที่ได้ลงมือก่อเหตุขโมยบัตรเครดิตจากนักท่องเที่ยวภายในวัดพระแก้ว เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 67 ที่ผ่านมา พบพยานหลักฐานไปถึงหัวหน้าขบวนการในประเทศไทย คือ นายวรงค์ฤทธิ์ หรือฤทธิ์ เป็นระดับหัวหน้าทำหน้าที่หาคน หาเครื่องรูดบัตร บ้างนำมาจากบริษัทที่จดทะเบียนขึ้นมาลอยๆ หรือนำมาจากห้างร้านทองหลายๆ แห่ง เพื่อนำมารวมกันไว้ใน “เซฟเฮาส์” ห้องลับ เพื่อใช้คอยรูดบัตรให้กับขบวนการนี้โดยเฉพาะ และยังสืบทราบว่า นายวรงค์ฤทธิ์เป็นบุคคลตามหมายจับข้อหาพยายามส่งออกยาเสพติดไปยังประเทศเกาหลีใต้ 

แต่จากการสืบสวนแกะรอยหัวหน้าขบวนการรายนี้นับว่าเป็น “งานหิน” ด้วยความเขี้ยวของหัวหน้าขบวนการรายนี้ที่จะตัดตอนมิให้พยานหลักฐานเชื่อมโยงมาถึงตัว และไปมาอย่างไร้ร่องรอยมาเป็นเวลากว่า 4 ปี ไร้ที่อยู่เป็นหลักแหล่ง คอยตระเวนเปิดโรงแรมนอนและย้ายไปเรื่อยๆในพื้นที่ กทม.   

หลังจากแกะรอยกว่า 1 สัปดาห์จนได้เบาะแสว่าคนร้ายรายนี้ได้ปรากฏตัวที่ละแวกซอยเสือใหญ่ นำกำลังติดตามไปจนพบ “เซฟเฮาส์” ที่ใช้เก็บอุปกรณ์เครื่องรูดบัตรไว้ กระทั่ง พล.ต.ต.ธีรเดช นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุด สืบนครบาล และ PCT5 บุกเข้าไปตรวจสอบห้องพักหมายเลข 704 ของโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งย่านซอยเสือใหญ่ ขณะเข้าจับกุมนายวรงค์ฤทธิ์มุดเข้าไปแอบภายในห้องน้ำและพยายามถ่วงเวลาเพื่อลบข้อมูลในโทรศัพท์ของตัวเอง ชุดสืบสวนไม่รอช้าพังประตูเข้าไปรวบตัวในห้องน้ำได้ทันควัน และจับกุมหญิงสาวผู้ร่วมขบวนการอีก 2 รายในห้อง ตรวจยึดของกลางยาเสพติดและอุปกรณ์ใช้รูดบัตรเครดิตได้หลายรายการ 

ภายหลังการจับกุม ขยายผลจนพบหลักฐานว่าขบวนการนี้ไม่เพียงแต่เป็น “แก๊งขโมยรูดบัตรเครดิต” หากพบหลักฐานเตรียมฉ้อโกงธนาคารด้วยการวางแผนอย่างเป็นระบบ หาคนโปรโฟล์ดี มีคุณสมบัติไม่ติดเครติดบูโร และต้องพร้อมโดนฟ้องล้มละลาย โดยจะนำมาตกแต่งบัญชีให้สวยหรู เพื่อตบตาธนาคารให้ยอมปล่อยกู้ แต่หลังจากธนาคารปล่อยกู้แล้ว แก๊งตัวแสบ จะใช้วิธี “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” สร้างความเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก มิหนำซ้ำยังเป็นขบวนการ “สวมตัวตน” ให้กับชาวต่างชาติ โดยทั้งหมดเชื่อมโยงกับ อาเหว่ย “บอสคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน”

...

นายวรงค์ฤทธิ์ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว เปิดโรงแรม HOSTEL ย่านราชเทวี และเป็นนายหน้าขายที่ดินในพื้นที่ กทม.และต่างจังหวัด และเป็นนายหน้าขายรถยนต์มือสองในพื้นที่ กทม. ก่อนจะประสบวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด เป็นเหตุให้ธุรกิจเจ๊งและปิดตัวลง 

จนกระทั่งช่วงปลายเดือน พ.ย. 66 ที่ผ่านมา มีโอกาสรู้จักกับ “อาเหว่ย” สัญชาติจีน บอสใหญ่คอลเซ็นเตอร์ โดยอาเหว่ยให้ตนเป็นคนประสาน ติดต่อ และจัดหาเครื่องรูดบัตรเครดิตจากร้านค้าทั่วไปให้แก่อาเหว่ย มีเพื่อนซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่เดินทางมาเที่ยวในไทย อยากจะเปลี่ยนวงเงินในบัตรเครดิตที่ถืออยู่ให้เป็นเงินสด โดยผ่านจากเครื่องรูดบัตร เพื่อใช้สอยในระหว่างที่เดินทางมาเที่ยวในประเทศไทย โดยอาเหว่ยตกลงจะให้ค่าตอบแทนร้อยละ 25-30 ของจำนวนเงินที่สามารถกดได้จากบัตร ตนจึงไปติดต่อพรรคพวกที่รู้จัก เป็นโรงแรม ร้านค้า ร้านประกอบการค้า ที่สามารถนำเครื่องรูดบัตรมาให้ได้ และขอนำเครื่องรูดบัตรเครดิต มารูดเป็นสินค้าและบริการของทางร้านภายในวงเงินที่รูดได้ จากนั้นจึงจะเจรจาและตกลงกับเจ้าของร้านค้าและบริการ ดำเนินการคิดและหักค่าดำเนินการในการอนุญาตนำเครื่องรูดบัตรออกมาใช้โดยผิดรูปแบบและวัตถุประสงค์เป็นร้อยละ 25-30 โดยที่ผู้ต้องหาจะได้รับค่าตอบแทนประมาณร้อยละ 5-10 ของวงเงินที่สามารถรูดบัตรได้ จนกระทั่งพรรคหลังเริ่มทราบว่าแท้จริงเป็นขบวนการที่นำบัตรเครดิตมาจากการขโมย โดยรวมทั้งหมดแล้วไม่น้อยกว่า 20 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,600,000–3,000,000 บาท 

ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า เรายังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของผู้ต้องหา เนื่องจากพยานหลักฐานนั้นมัดแน่น ว่าผู้ต้องหารายนี้ คือหนึ่งในตัวการสำคัญของขบวนการแก๊งขโมยรูดบัตรเครดิต ภัยสังคมที่กำลังจะพัฒนาสู่ระดับองค์กรอาชญากรรม มีการแบ่งหน้าที่กันทำและวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชนและยังบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ อีกทั้งเรายังพบว่าผู้ต้องหารายนี้ไม่ใช่ผู้ร้ายมือสมัครเล่น เพราะเราสืบสวนขยายผลจนทราบว่าผู้ต้องหารายนี้มีความสนิทสนมกับหัวหน้าขบวนการคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน ขอประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนหากพบเห็นที่เข้าข่ายลักษณะขบวนการนี้สามารถติดต่อให้เบาะแสทางเฟซบุ๊กเพจ สืบนครบาล IDMB เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำตลอด 24 ชั่วโมง “แม้ไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์แต่หากเป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน เราทำทันที” ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.

...

ก่อนนำนายวรงค์ฤทธิ์ พร้อมกับผู้ร่วมขบวนการอีก 2 คน พร้อมของกลางยาเสพติด นำส่งพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ส่วนของกลางจำพวกเครื่องรูดบัตร และอื่นๆ นำส่งพนักงานสอบสวน สน.พระราชวัง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลต่อไป.