อดีตตำรวจนั่งซดเบียร์ เมาหัวร้อน-ฉุนเพื่อนบ้านเรื่องจอดรถ คว้า .38 กราดยิงหมดโม่ ตาย 1 เจ็บ 1 เจ้าตัวกลัวความผิดปลิดชีพหนี ตร.สอบสวนทราบว่า ผู้ตายทั้งคู่ทะเลาะเรื่องที่จอดรถมานานแล้ว จนขึ้นโรงพักหลายครั้ง    

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 23 ธ.ค. 66 พ.ต.ต.ปรีชา เปียกบุตร สว.(สอบสวน) สน.ลำผักชี รับแจ้งเหตุยิงกันที่บ้านหลังหนึ่ง แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กทม. จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนเดินทางไปตรวจสอบพร้อมแพทย์นิติเวช รพ.ตำรวจ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุพบศพ นายสมหมาย หนูนิ่ม อายุ 64 ปี นอนหงายจมกองเลือดอยู่บริเวณหน้าบ้าน ในชุดโสร่งเพียงตัวเดียว มีบาดแผลถูกยิงที่หน้าอกซ้าย และหัวไหล่ขวา ใกล้กันพบ น.ส.พัชรินทร์ อุทุมภา อายุ 62 ปี ถูกยิงที่แขนซ้ายและกลางหลัง บาดเจ็บสาหัส กู้ภัยรีบนำตัวส่ง รพ.เวชการุณย์รัศมิ์ ภายในบ้านซึ่งปลูกติดกันยังพบศพ นายพิพัฒน์พล ใจคำ อายุ 64 ปี นอนตะแคงซ้ายจมกองเลือดในชุดกางเกงขาสามส่วนสีเขียว ไม่สวมเสื้อ มีบาดแผลถูกอาวุธปืนยิงกรอกปาก กระสุนตุงที่ท้ายทอย ใกล้กันพบอาวุธปืนลูกโม่ ขนาด .38 ตกอยู่ ภายในโม่ ไม่พบหัวกระสุน จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายพิพัฒน์พล ใจคำ อายุ 64 ปี ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการตำรวจ (จนท.ศฝร.บช.น.) อาศัยอยู่บ้านเพียงคนเดียว นั่งดื่มเบียร์จนมีอาการมึนเมา แล้วเดินไปตะโกนด่าทอ นายสมหมาย เรื่องการจอดรถขวางหน้าบ้าน ก่อนทั้งคู่จะมีปากเสียงกันขั้นรุนแรง จน นายพิพัฒน์พล วิ่งเข้าไปหยิบอาวุธปืนที่อยู่ภายในบ้าน ออกมากราดยิงจนคู่กรณีล้มลง แล้วตัวเองก็วิ่งไปซ่อนตัวภายในบ้าน จนเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงและกลัวความผิด จึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงกรอกปากตัวเองจนเสียชีวิต

...

ด้าน นายสมหวัง ประดุงสิทธิ์ อายุ 72 ปี ประธานชุมชนเอื้ออาทร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เวลาประมาณ 21.00 น. ตนได้ยินเสียงทั้งคู่ทะเลาะกันเรื่องจอดรถขวางหน้าบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน และเคยขึ้นโรงพักกันมาหลายครั้ง ก่อนจะได้ยินเสียงปืนดังขึ้น หลังจากนั้นไม่ถึง 5 นาที มีเสียงผู้หญิงตะโกนขอความช่วยเหลือ จึงรีบออกมาจากบ้าน เห็นเศษขวดแก้วแตกอยู่กลางถนน และมีคนเสียชีวิต จึงรีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้ก่อเหตุซึ่งมีความเก็บกดเพราะไม่สุงสิงกับใครและมีอาการมึนเมา จนกระทั่งเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ก่อเหตุดังกล่าว เบื้องต้นได้ส่งศพทั้งคู่ไปที่นิติเวช รพ.ตำรวจ เพื่อผ่าพิสูจน์อย่างละเอียดต่อไป