พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. เผย 3 ผู้ต้องหา คนขายปืนและเครื่องกระสุนให้ ด.ช.มือกราดยิง สยามพารากอน ยังให้การปฏิเสธ ไม่รู้ว่าลูกค้า อายุ 14 ปี และไม่รู้ว่าปืนที่ขายไป เป็นปืนที่ใช้ก่อเหตุ ตรวจสอบพบยังมีลูกค้าอีกหลายคน

ความคืบหน้าเหตุรุนแรงในห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2566 ตร.ชุดจับกุมควบคุมตัว นายสุวรรณหงษ์ พราหมณ์คณาจารย์ อายุ 45 ปี และนายอัครวิชญ์ ใจทอง อายุ 22 ปี พ่อและลูก ที่ขายอาวุธปืนให้ผู้ก่อเหตุ รวมถึงนายปิยะบุตร เพียรพิทักษ์ อายุ 31 ปี ผู้ขายและส่งกระสุนปืนให้ผู้ก่อเหตุครั้งแรก มาสอบปากคำเพิ่มเติมที่ สน.ยานนาวา โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ร่วมสอบปากคำเบื้องต้นในห้องประชุมด้วยตนเอง

โดยระหว่างนั้นควบคุมตัวมาที่โรงพัก นายสุวรรณหงษ์ พ่อของนายอัครวิชญ์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างที่ถูกคุมตัวไปสอบสวนว่า ทราบว่าลูกชายผลิตอาวุธปืนแบลงค์กันไว้ขายตามอินเทอร์เน็ต ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยเตือนลูกชายไว้แล้วว่าไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ แต่ลูกชายไม่เคยฟัง ตนเองก็ไม่รู้จะทำยังไง นอกจากนี้ส่วนตัวยืนยันว่าไม่ทราบเลย ว่าลูกชายได้ขายอาวุธปืนให้กับเยาวชนอายุ 14 ปี ที่ไปก่อเหตุ แต่ตอนที่รับเงินมาจากคนซื้อ ลูกชายได้ใช้ชื่อบัญชีของตนเองเท่านั้น โดยส่วนตัวยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ทราบด้วยว่าคนที่มาซื้อปืนแบลงค์กันจากลูกชายเป็นเยาวชนอายุเพียงแค่ 14 ปี 

ต่อมา พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. เปิดเผยหลังสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 คน จากการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้นพบว่า นายสุวรรณหงษ์และนายอัครวิชญ์ ไม่รู้จักกับนายปิยะบุตร เพียงแต่ผู้ก่อเหตุได้ติดต่อซื้อปืนแบลงค์กันและกระสุนปืนคนละที่ และจากการสอบปากคำเบื้องต้น นายสุวรรณหงษ์และนายอัครวิชญ์ ยอมรับว่าได้ผลิตปืนแบลงค์กันจริง เปิดขายมา 1-2 ปี ซึ่งตอนนี้กำลังเก็บข้อมูลทั้งหมดว่ามีการจำหน่ายจ่ายแจกไปให้ใครบ้าง เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป แต่ทั้ง 2 พ่อลูกไม่ทราบว่าคนซื้อเป็นเด็กอายุ 14 ปี เนื่องจากมีการพูดคุยกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ในห้วงเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม ซึ่งผู้ขายเปิดเป็นกลุ่มปิด เมื่อถูกจับได้ก็ปิดกลุ่มเดิมและไปเปิดกลุ่มใหม่ต่อ ซึ่งคนขายไม่ได้ให้ความสนใจว่าลูกค้าอายุเท่าไร เพียงแค่ต้องการขายสินค้าเท่านั้น เมื่อมีคนติดต่อมาซื้อก็ขายให้ตามปกติ และจากการตรวจสอบพบว่ามีลูกค้าอีกหลายคนที่สั่งซื้อปืนแบลงค์กันจากนายสุวรรณหงษ์และนายอัครวิชญ์

...

ซึ่งจากการตรวจค้นบ้านพักของ 2 พ่อลูก พบกระสุนแบลงค์กัน 209 นัด ท่อนเหล็กตัดท่อน (ลำกล้องปืน) 33 ท่อน สมุดบัญชีธนาคาร 2 เล่ม เสื้อยืดคอกลม สีเทา (ตัวที่นายสุวรรณหงษ์สวมใส่ขณะกดเงิน) แมกกาซีนปืน 9 อัน และอุปกรณ์ดัดแปลงอาวุธปืนอื่นๆ รวม 27 รายการ ส่วนนายปิยะบุตร คนขายกระสุนปืน ตำรวจจับกุมตัวได้ที่ทำงานย่านบางคอแหลม โดยระหว่างจับกุม นายปิยะบุตรพกปืนแบลงค์กันติดตัว พร้อมกระสุนอีก 10 นัด จึงนำตัวไปตรวจค้นที่บ้านพัก พบกระสุนปืนขนาด .380 อีก 50 นัด และแมกกาซีนอีก 2 อัน จึงได้จับกุมตัว แจ้งข้อกล่าวหา และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน ซึ่งจนถึงตอนนี้ทั้ง 3 คนยังให้การปฏิเสธว่า ไม่รู้ว่าลูกค้าคือเด็กอายุ 14 ปี และไม่รู้ว่าปืนที่ขายไปเป็นปืนที่เด็ก 14 ปี ใช้ก่อเหตุ

"ส่วนที่มีรายงานว่าเด็กไปกู้เงินมาซื้อปืน กระบอกละ 16,000 บาท ยังให้รายละเอียดไม่ได้ ว่าไปกู้มาจากที่ใดหรือใช้เงินส่วนตัว เพราะตอนนี้ยังไม่สามารถสอบปากคำเด็กอายุ 14 ปีได้ การออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมยังอยู่ระหว่างดำเนินการ สำหรับกรณีที่มีภาพปรากฏว่าเด็กอายุ 14 ปี ได้ไปซ้อมยิงปืนที่สนามปืนแห่งหนึ่ง ประเด็นนี้ สน.ปทุมวัน จะเป็นผู้สืบสวนสอบสวน

โดยขณะนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาร่วมกันจำหน่ายอาวุธปืนและกระสุนปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต" รอง ผบช.น. กล่าว.