"ดีเอสไอ" ลงพื้นที่ จ.สระแก้ว ตรวจสอบบ่อฝังกลบซากหมูเถื่อน 161 ตู้ น้ำหนักรวม 4.5 ล้านกิโลกรัม คาดใช้เวลา 5 วัน จัดการทำลายซากแล้วเสร็จ ย้ำคำนึงถึงความปลอดภัย-ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก
เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 66 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พ.ต.ต.สุทศธวรรศ อารีย์รัตนะนคร ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการพิเศษ และ ร.ต.อ.ชาญณรงค์ ทับสาร รองผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค นำคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ฝังกลบซากหมูเถื่อน คดีพิเศษที่ 59/2566 กรณีขบวนการนำเข้าสินค้าประเภทซากสัตว์ (สุกร) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยมี นายเสกสรรค์ สวนกูล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ และนายธนเดช อมรชัยสิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ จ.สระแก้ว นำคณะกรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าตรวจสอบสถานที่ฝังกลบซากสัตว์ (สุกร) ดังกล่าว
จากการตรวจสอบพื้นที่ของกรมปศุสัตว์ ในสำนักงานศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ จังหวัดสระแก้ว ที่ใช้สำหรับทำลายซากหมูเถื่อน 161 ตู้ น้ำหนักรวม 4.5 ล้านกิโลกรัม โดยจะใช้วิธีฝังกลบในบ่อที่เตรียมไว้ จำนวน 3 บ่อ แต่ละบ่อมีความยาว 150 เมตร ลึก 3 เมตร มีลักษณะลาดเอียงลงไป เพื่อให้ท้ายบ่อมีการระบายของบ่อพักน้ำเสียเข้าสู่กระบวนการกำจัดต่อไป หากฝังกลบแล้วดินจะพูนสูงขึ้นมา 50 เซนติเมตร เพื่อให้การยุบตัวของดินแต่ละบ่อไม่ต่ำกว่าพื้นดินเดิม ซึ่งในแต่ละบ่อจะบรรจุหมูได้บ่อละ 1.5 ล้านกิโลกรัม โดยก่อนดำเนินการทำลายทางกรมปศุสัตว์จะเทน้ำยาฆ่าเชื้อที่บ่อ และฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อที่ตัวกล่องกันเน่า เพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 5 วัน วันละประมาณ 35 ตู้ ซึ่งการดำเนินการทำลายซากหมูเถื่อนทั้งหมดจะมีค่าใช้จ่ายจำนวน 12 ล้านบาท ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทสายเรือที่รับบรรทุกสินค้า (ซากหมู) จำนวน 161 ตู้
...
อย่างไรก็ตาม การกำหนดวันฝังกลบซากสัตว์ที่แน่นอน จะต้องขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศใน จ.สระแก้ว เพราะในช่วงเดือน ก.ย.-ต้นเดือน ต.ค. คาดว่าจะมีฝนตกและพายุ ซึ่งอาจทำให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินงาน ดังนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะติดตามสภาพภูมิอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดวันฝังกลบที่เหมาะสมที่สุด โดยคำนึงถึงความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก
สำหรับความคืบหน้าในคดีนี้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สอบสวนผู้กล่าวหา พยานสายเรือ พยานผู้จัดทำระบบเอกชน ที่บริษัทผู้นำเข้ามาขอใช้บริการ ซึ่งเดิมมีผู้นำเข้าสินค้า (ซากหมู) จากเดิม 10 บริษัท ได้สอบสวนขยายผลไปเป็น 18 บริษัท อยู่ระหว่างการตรวจสอบนิติบุคคลบริษัทที่ขยายผล เพื่อจะทราบตัวผู้กระทำความผิด และจากการตรวจสอบพบว่าในจำนวน 161 ตู้ มีการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ต่างกรรมต่างวาระ จึงจำเป็นต้องมีการแยกสำนวนการสอบสวนออกเป็นการกระทำความผิดแต่ละกรรมไป จะแยกสำนวนการสอบสวนออกเป็น 10 สำนวน การสอบสวนแยกตามบริษัทที่ร่วมกันกระทำความผิด และจะมีการสอบสวนขยายผลถึงกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังในการนำเข้าซากหมูเถื่อนในครั้งนี้ต่อไป
นอกจากนี้ ทีมสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่า มีกลุ่มบริษัทอีกประมาณ 9 บริษัท ได้นำเข้าตู้สินค้าที่สำแดงเป็นสินค้าชนิดอื่น อีกประมาณ 2,385 ตู้ ซึ่งได้นำออกจากท่าเรือแหลมฉบังไปแล้ว ซึ่งในส่วนนี้คณะพนักงานสอบสวนจะได้ดำเนินการตรวจสอบ หากพบว่ามีการกระทำความผิดในข้อหาที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการต่อไป.