ตำรวจนราธิวาส จับ 5 ผู้ต้องสงสัย หลังขับเก๋งหลบหนีด่านตรวจ พบ 1 ใน 5 มีหมายจับคดีความมั่นคง เช็กประวัติก่อเหตุโชกโชน ชิงทรัพย์-พยายามฆ่า-คาร์บอมบ์-ลอบวางบึม "แม่ทัพภาค 4" กำชับ จนท.สอบผู้ต้องหาตามหลัก ก.ม.-หลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด
เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (17 ก.ย.) พ.ต.ท.อรรถพล สลับเพชร สว.สภ.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว ตั้งจุดตรวจจุดสกัดที่บริเวณหน้า สภ.ปะลุกาสาเมาะ เพื่อตรวจสอบยานพาหนะและบุคคลต้องสงสัย ที่มุ่งหน้าสู่เขตพื้นที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส ขณะมีการจัดงาน "ของดีเมืองนรา" เพื่อสกัดกั้นมิให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีก่อเหตุร้ายในพื้นที่
ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังปฏิบัติหน้าที่บริเวณจุดตรวจอยู่นั้น พบเห็นรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำเงิน ทะเบียน ขม 334 สงขลา มีพิรุธ เมื่อใกล้ด่านตรวจได้รีบกลับรถและขับหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไล่ติดตามสกัดจับ พบชายฉกรรจ์ 5 คน อยู่ภายในรถ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัว พร้อมนำรถยนต์ของกลางมาตรวจสอบที่ สภ.ปะลุกาสาเมาะ
จากการตรวจสอบภายในรถยนต์ พบมีของกลางซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีขาว พร้อมเสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงแกะถุงตรวจสอบ พบเป็นเอกสารหลักฐานที่บันทึกความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งอาร์มสัญลักษณ์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการแยกสอบปากคำทั้ง 5 คน พร้อมเช็กประวัติทราบชื่อคือ 1.นายอัซมัน เปาะเล๊าะ อายุ 28 ปี เป็นชาว อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อตรวจสอบประวัติพบว่า เป็นบุคคลหลบหนีหมายจับ 18 หมาย ก่อคดีความมั่นคงในพื้นที่ จ.สงขลา อาทิ ลอบวางระเบิดและซุ่มโจมตี อส.ห้วยเต่า และ อ.สะบ้าย้อย เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2562, พยานชี้ยืนยันปะทะกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.จะนะ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2562, ก่อเหตุพยายามฆ่าและชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ของ นายอนุพงษ์ หนูใสเพชร เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2562, ก่อเหตุชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2562, ก่อเหตุลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ รถจักรยานยนต์ ปลัดอำเภอสะบ้าย้อย เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2563, ก่อเหตุเผากล้องวงจรปิดในพื้นที่ อ.จะนะ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564, ก่อเหตุชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2563, ก่อเหตุชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2563, ก่อเหตุชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2563, ก่อเหตุเหตุพยายามฆ่าราษฎรและวางระเบิดดักสังหาร ตชด.4323 เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2562, ก่อเหตุยิง นายเจะอารง บาเฮง และ นายอุสมัน เจ๊ะมิง เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2563 ซึ่ง นายอุสมัน หลบหนีไปได้, ก่อเหตุสังหาร นายเส็น อุมัต อดีต รองนายก อบต.เปียน เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2564, เหตุวางระเบิดชาวบ้านและดักสังหารเจ้าหน้าที่ อี.โอ.ดี.ตชด.43 เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2565, ก่อเหตุเหตุวางระเบิด ชป.จรยุทธ์ ร้อย ร.2531 เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2564, ก่อเหตุเหตุวิสามัญ ผกร.3 ราย และควบคุมตัว 1 คน เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2565 ซึ่ง นายอัซมัน หลบหนีไปได้, ก่อเหตุวางระเบิดขบวนรถไฟสายหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2565 และก่อเหตุแขวนป้ายผ้าและพบวัตถุต้องสงสัย เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2561 ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลาและใช้ความพยายามในการเกลี้ยกล่อมอยู่นาน ก่อนที่ นายอัซมัน จะแจ้งชื่อและนามสกุลจริง ให้เจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ก่อนจะนำไปเช็กประวัติ เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมข้อมูลแล้วเสร็จ ได้ส่งตัว นายอัซมัน ไปสอบสวนขยายผลที่ศูนย์ซักถาม ฉก.ทพ.43 จ.ปัตตานี
...
ส่วนอีก 4 คนที่เหลือ จากการตรวจสอบทราบชื่อคือ 1.นายซุฟยัน วาเต๊ะ อายุ 22 ปี ชาวจังหวัดสงขลา 2.นายอิบรอฮิม วาฮะ อายุ 41 ปี ชาวจังหวัดสงขลา 3.นายซีฮาบุดดีน เปาะคะ อายุ 24 ปี ชาวจังหวัดนราธิวาส และ 4.นายซูฮัยมี วาเต๊ะ อายุ 25 ปี ชาวจังหวัดสงขลา
ทั้งนี้ ภายหลังการตรวจสอบรถยนต์คันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้เปิดเผยถึงรายละเอียด ทราบเพียงว่าอยู่ระหว่างการขยายผล ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปสอบสวนเพื่อขยายผลต่อ ที่ ฉก.ทพ.46 อ.เมือง จ.นราธิวาส
ด้าน พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ ที่ทำการสอบสวนผู้ต้องหา ปฏิบัติต่อบุคคลที่ถูกควบคุมตัวตามหลักกฎหมาย และหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด โดยทุกขั้นตอนต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และต้องไม่กระทำการอันใดอันเป็นการละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งหากพี่น้องประชาชนพบเห็นเบาะแสผู้กระทำความผิด บุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถโทรแจ้งได้ที่หน่วยงานความมั่นคง หรือหมายเลขสายตรง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า หมายเลข 1341 หรือหมายเลขโทรศัพท์สายตรงผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 หมายเลข 06-1173-2999 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งขอเรียนให้ทราบว่าผู้ให้การสนับสนุนผู้กระทำความผิดด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การนำพาซ่อนเร้น การให้การสนับสนุนที่พักพิง หรือการสนับสนุนเสบียงอาหาร จะมีความผิดตามกฎหมาย ป.วิอาญา มาตรา 189 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
"อย่างไรก็ตาม จากกรณีดังกล่าวได้มีกลุ่มบุคคลใช้กลยุทธ์การต่อสู้ด้วยข้อมูลข่าวสาร หรือ "ไอโอ" ว่า เจ้าหน้าที่ได้มีการลักพาตัวหรือควบคุมตัวบุคคลทั้ง 5 พร้อมรถยนต์เก๋ง เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจผิด เพื่อหวังดึงมวลชนมากดดันเจ้าหน้าที่ให้ปล่อยตัวบุคคลทั้ง 5 ในครั้งนี้ด้วย" พล.ท.ศานติ กล่าว