ไม่รอด เสี่ยชาญ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กาญจนบุรี ถูกนักเรียนหญิงวัย 13 ปี กล่าวหาจ้างไปทำงานบ้านวันหยุด อ้างอยากช่วยเหลือนักเรียนจน แต่กลับพาเข้าม่านรูด กอดจูบกระทำอนาจาร เจ้าตัวมืออ่อนยกมือไหว้ขอโทษประธานที่ปรึกษามูลนิธิวินวิน รับมีการกอดจูบจริง แต่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น

กรณีมูลนิธิวินวิน ลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี เข้าช่วยเหลือเด็กหญิงอายุ 13 ปี ถูกเสี่ยนักบุญกำมะลอ อ้างอยากช่วยนักเรียนยากจน ติดต่อ ผอ.โรงเรียน จ้างเด็กไปทำงานเป็นแม่บ้านในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยจะให้ค่าแรงครั้งละ 350 บาท ต่อมา ผอ.ร.ร.เอาเรื่องเข้าที่ประชุม ให้ครูประจำชั้นคัดเลือกคุณสมบัติ ก่อนส่งเด็กให้เสี่ยมารับอ้างจะพาไปทำงาน โดยระหว่างทางเสี่ยได้แวะซื้อขนมเลี้ยงเด็ก แอบซื้อยาคุมกำเนิด สุดท้ายหลอกพาเด็กเลี้ยวเข้าม่านรูดล่วงละเมิด โดยขู่เด็กห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร 

ความคืบหน้า เวลา 11.00 น. วันที่ 24 ส.ค. 66 พล.ต.ต.ไพโรจน์ คุ้มภัย ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ลงพื้นที่ สภ.สำรอง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เรียกประชุมพนักงานสอบสวนและชุดสืบสวน สภ.สำรอง ที่ห้องประชุม ศปก.สภ.สำรอง โดยให้นำสำนวนคดีเสี่ยนักบุญพานักเรียนหญิง 13 ปี เข้าโรงแรมเข้ามาหารือ พบการสอบสวนมีความคืบหน้า อยู่ในระหว่างการเร่งสอบปากคำพยานญาติผู้เสียหาย และรอสอบปากคำผู้เสียหายที่เป็นเด็กหญิงอายุ 13 ปี ต่อหน้าสหวิชาชีพ เพื่อเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กและครอบครัว 

พล.ต.ต.ไพโรจน์ ได้พิจารณาสำนวนและพยานวัตถุ รวมถึงพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ พบว่า สำนวนคดีมีความรัดกุมและมีน้ำหนักมากพอที่จะพิจารณาเสนอสำนวนเพื่อขออนุมัติหมายจับต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี และได้สั่งกำชับให้พนักงานสอบสวนเร่งดำเนินออกหมายจับเสี่ยนักบุญคนดังกล่าว คาดว่าหมายจับจะออกในช่วงบ่ายวันเดียวกัน 

...

พล.ต.ต.ไพโรจน์ คุ้มภัย ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี กล่าวว่า วันนี้มาตรวจสำนวนการสอบสวน พบว่าคดีนี้มีการสอบสวนสืบสวนคืบหน้าพอสมควร ทางการสอบสวนมีความรอบคอบรัดกุมมากพอ ยืนยันที่ผ่านมาตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ และไม่ได้ทำงานล่าช้า แต่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และยืนยันตำรวจได้ไล่เก็บภาพจากกล้องวงจรปิดวันที่เกิดเหตุเรียบร้อยแล้ว 

"ที่รอเวลาสืบเนื่องจากผู้เสียหายเป็นเด็กอายุ 13 ปี จึงต้องรอการนัดหมายเชิญผู้เสียหายไปสอบปากคำต่อหน้าสหวิชาชีพตามระเบียบ ไม่ใช่เก็บสำนวนเงียบอย่างที่ญาติหรือ ผอ.โรงเรียนได้ร้องเรียน รวมถึงตำรวจไม่มีการช่วยเหลือผู้ก่อเหตุอย่างก่อนหน้านี้มีข่าวว่า เสี่ยนักบุญได้แอบมาเคลียร์กับตำรวจ ขอจ่ายเงินเยียวยาให้กับเด็กเพื่อให้เรื่องจบด้วย ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะคดีดังกล่าวเป็นคดีอาญา ยอมความกันไม่ได้ ยืนยันตำรวจทำงานตรงไปตรงมา จากการตรวจสำนวนและพยานวัตถุ รวมถึงพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ พบว่าสำนวนคดีมีความรัดกุมและมีน้ำหนักมากพอที่จะพิจารณาเสนอสำนวนเพื่อขออนุมัติหมายจับต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี และได้สั่งกำชับให้พนักงานสอบสวนเร่งดำเนินออกหมายจับเสี่ยคนดังกล่าว คาดว่าหมายจับจะออกในช่วงบ่ายวันนี้ และติดตามจับกุมทันที"

ต่อมา เวลา 16.00 น. ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ได้อนุมัติหมายจับ นายชาญพิชญ์ สุนทรคล้อย หรือ เสี่ยชาญ อายุ 67 ปี ในข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จากนั้นเวลา 16.30 น. ตำรวจชุดสืบสวน สภ.สำรอง ได้เดินทางไปพบ นายชาญพิชญ์ สุนทรคล้อย หรือ เสี่ยชาญ อายุ 67 ปี เจ้าของบริษัทอสังหาทรัพย์ที่บ้านพักใน ต.ทุ่งทอง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี โดยแสดงหมายจับต่อนายชาญพิชญ์ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปจากบิดามารดา และควบคุมตัวเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.สำรอง เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา และดำเนินคดีตามกฎหมาย

หลังจากสอบปากคำเบื้องต้น ตำรวจได้ควบคุมตัวเสี่ยชาญเข้าห้องควบคุมขังของโรงพัก ระหว่างเดินเสี่ยชาญได้พบกับ นางสาวชลิดา พะละมาตย์ หรือ อ้อ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิวินวิน ซึ่งได้เดินทางมาติดตามคดีนี้ เนื่องจากญาติของเด็กที่ถูกกระทำเข้าร้องเรียนว่าคดีไม่คืบหน้า โดยทันทีที่พบเสี่ยชาญ นางสาวชลิดาได้สอบถามเสี่ยชาญว่า ก่อเหตุมากี่ครั้งแล้ว เจ้าตัวอ้างทำเป็นครั้งแรก และยกมือไหว้ขอโทษกับสิ่งที่ตัวเองทำไป โดยเจ้าตัวยอมรับว่า มีการกอดจูบลูบคลำตัวของเด็กจริง แต่ไม่ได้ข่มขืนแต่อย่างใด ก่อนที่จะรีบก้มหน้าเดินเข้าห้องขังทันที

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำผู้ต้องหา และรอการนัดหมายสอบปากคำผู้เสียหายต่อหน้าสหวิชาชีพ หากพบว่ามีการกระทำความผิดในข้อหาอื่นๆ อาทิ กักขังหน่วงเหนี่ยว ก็จะแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาเพิ่มเติมต่อไป.